หัวเลี้ยวหัวต่อการเมือง รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งสร้างผลงาน หลังจากถูกมรสุมเอียงไปเอียงมา เริ่มด้วยการสั่งรัฐมนตรีเร่งปั๊มผลงานและประชาสัมพันธ์ ด้วยการขู่ว่าหากไม่ได้ก็ต้องเจอ “ปลด” แน่ นั่นเป็นกระบวนท่าทางการเมืองเพื่อสยบความเสื่อมทรุด เพื่อให้แสงวูบวาบขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จากนี้ไปงานทุกอย่างจะต้องเดินหน้าแม้กระทั่งน้ำท่วมหาดใหญ่ก็ไม่ได้การเดินทางไปเยือนมาเลเซียที่ผ่านมาก็คงได้เนื้องานมาก พอสมควร นอกจากแก้ปัญหากุ้งแล้วยังเปิดด่านที่สะเดา สงขลาเพื่อสร้างค่าทางเศรษฐกิจและการลงทุนยังมัดรวมปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษาใหญ่ ร่วมเดินทางไปด้วยประเด็นที่ต้องพูดคุยกับประธานที่ปรึกษาคือข้อเสนอให้ยุบเลิก กอ.รมน.“อนุทิน” นั้นคัดค้านหัวชนฝา อ้างว่ามีภารกิจมากมายไม่ใช่แค่ความมั่นคงเท่านั้นพูดง่ายๆคือไม่เห็นด้วยที่จะให้ยกเลิก!ว่าไปแล้ว กอ.รมน.นั้นมีอำนาจครอบจักรวาลทั่ว ราชอาณาจักร ที่นักการเมืองและทหารใช้เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมประเทศนี้แต่ฝ่ายที่เห็นว่าควรยุบให้เหตุผลว่ามีอำนาจมากเกินไป เปลืองงบประมาณ ภารกิจเรื่องปราบปรามคอมมิวนิสต์ก็ไม่มีแล้วจึงควรให้หน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ดำเนินการไปพอแล้วถึงที่สุดคือไม่มีความจำเป็นแล้วแต่ที่พูดถึงก็คืองบประมาณที่ใช้ในหน่วยงานนี้สูงมาก เพราะต้องจ่ายให้ข้าราชการที่มีภารกิจเพิ่มเติมจากที่ทำอยู่เขาเรียกว่าเป็นรายได้พิเศษข้าราชการที่มีปัญหาก็มักจะถูกโยนให้ไปสังกัด กอ.รมน.ได้ทั้งเงินพิเศษและความดีความชอบเพราะงานเกี่ยวกับความมั่นคง“นักการเมือง” ก็พลอยได้ไปด้วย ทั้งอำนาจและรายได้พิเศษนี่แหละที่ทำให้ทหารและนักการเมืองหวงแหนนักโดยเฉพาะการปราบปรามเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ กอ.รมน.จะเป็นหน่วยงานหลักที่มีอำนาจเต็มที่แต่จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถทำให้สงบได้ในจังหวัดอื่นๆก็มี กอ.รมน.จังหวัดที่อ้างถึงเรื่องความมั่นคงข้าราชการในจังหวัดนั้น นอกจากได้รายได้พิเศษแล้วยังได้ 2 ขั้นเป็นพิเศษอีกด้วยบางคนพูดว่า กอ.รมน. คืออำนาจซ้อนอำนาจรัฐเพราะมีอำนาจพิเศษสามารถจับกุมดำเนินคดีอ้างความมั่นคงได้นี่แหละคือความจริงที่มีการต่อต้านไม่ให้ยุบหน่วยงานนี้นี่คือความจริงของประเทศไทยนี่คือความซ้ำซ้อนของระบบราชการนี่คืออำนาจที่นักการเมืองกับทหารเห็นตรงกัน!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม