เพื่อไทยเชื่อสุดใจสัญญาณดี คดีคลิปเสียง “อิ๊งค์” “วิสุทธิ์” ฉะพวกปูดชื่อ “บิ๊กตู่-เสี่ยหนู” รอเสียบไร้สาระ ลั่นเก้าอี้นายกฯต้องเพื่อไทยเท่านั้น ไว้ใจพรรคร่วมฯไม่ตลบหลัง “พริษฐ์” ย้ำนายกฯควรโชว์สปิริตยุบสภา-ลาออกตั้งแต่เกิดเรื่อง ถ้าลาออกวันนี้ก็แค่เอาตัวรอด รอลงดาบสองถ้ารอดจากด่านศาล รธน. ยื่นอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ 151-152 “ชญาภา” ซัดคนจ้องล้มรัฐบาลปั่นเอ็มโอยู 43-44 สว.ผสมโรงเสนอตั้ง กมธ.ล้มเอ็มโอยู 2 ฉบับ ชี้ทำไทยเสียทั้งเขตแดน-ผลประโยชน์ทางทะเลนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ย้ำด้วยความมั่นใจคดีคลิปสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.วัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย วันที่ 29 ส.ค.นี้ จะมีข่าวดี รวมถึงเก้าอี้นายกฯยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทยพท.เชื่อสุดใจสัญญาณดีคดี “อิ๊งค์”เมื่อวันที่ 24 ส.ค. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย และประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายก รัฐมนตรีและ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แกนนำพรรคเพื่อไทย แสดงความเชื่อมั่นจะมีข่าวดีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.วัฒนธรรม ในวันที่ 29 ส.ค. ในคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า พรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่าเป็นไปตามนั้น สส.ทุกคนมั่นใจว่านายกฯไม่ได้ทำผิด ไม่มีเจตนาร้ายต่อประเทศ ไม่ได้อยากให้ไทยรบกับกัมพูชา ยืนยันว่านายกฯจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนถึงวันตัดสินคดี ไม่ได้ทำผิดจะลาออกทำไม สส.พร้อมให้กำลังใจนายกฯ และเชื่อว่ายังมีศักยภาพเพียงพอจะทำงานต่อได้ ทั้งหมดเป็นจินตนาการของฝ่ายตรงข้ามปูดชื่อ “บิ๊กตู่—เสี่ยหนู” พวกไร้สาระผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมรับมืออย่างไร หากผลคำวินิจฉัยออกมาทางลบ นายกฯต้องหลุดจากตำแหน่ง นายวิสุทธิ์ตอบว่า ค่อยมาว่ากันอีกทีเมื่อถึงเวลานั้น เรายังเชื่อมั่นนายกฯไม่ผิด เมื่อถามว่า หากผลเป็นทางลบ แคนดิเดตนายกฯที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯคนใหม่ต้องเป็นชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย คนเดียวใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ตอบว่า แน่นอนต้องเป็นชื่อนายชัยเกษม ไม่มีเปลี่ยนเป็นคนอื่น ส่วนกระแสข่าวที่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี แคนดิเดตนายกฯจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเอาชื่อคนอื่นมาทำไม เป็นเรื่องไร้สาระ ใครไม่ชอบนายกฯมักออกมาพูดแบบนี้ ไม่เคยคิดบวกไว้ใจพรรคร่วมฯไม่โดนตลบหลังเมื่อถามว่า ยังไว้ใจพรรคร่วมรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ ว่าจะไม่โหวตตลบหลังไปสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯคนอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ตอบว่า ไว้ใจได้ มั่นใจไม่มีการตลบหลังพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลโหวตลงมติทุกเรื่องไปในทิศทางเดียวกันตลอด อย่างการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เสียงโหวตก็ไปทางเดียวกัน ไม่มีปัญหา แม้รัฐบาลจะมีเสียงปริ่มน้ำก็ไว้ใจกันได้ คอยประคองกันไปย้ำทุกฝ่ายเคารพคำวินิจฉัยศาลนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีมีผู้วิเคราะห์ว่า หาก น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ รอดในวันที่ 29 ส.ค. ยังคงเจอม็อบต้าน ถือเป็นการกดดันการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทุกคนควรทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เช่น ศาลพิจารณาคดีอย่างตรงไปตรงมา ด้านผู้ถูกร้องอย่าง น.ส.แพทองธาร ใช้สิทธิส่งเอกสารแถลงปิดคดี ส่วนผลออกมาอย่างไรสังคมต้องยอมรับ และเดินหน้าต่อ ไม่ควรวิจารณ์ ปกติม็อบออกมาอยู่แล้ว เพราะคนประท้วงก็จ้องหาเหตุประท้วงอยู่แล้ว เป็นสิทธิที่พึงทำได้ก็ทำ แต่ต้องชุมนุมในกรอบไม่ลิดรอนสิทธิผู้อื่น สังคมควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย ส่วนผลออกมาอย่างไรน้อมรับ ไม่ควรวิเคราะห์กดดัน พรรคเพื่อไทยไม่มีการเตรียมรับมืออะไร“จิรายุ” โต้ “ชวน” ฟังคลิปไม่ได้ศัพท์นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการบิดเบือนคำพูดในวันสืบพยานคดีคลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และ รมว.วัฒนธรรม ว่า หลังนายกฯ กล่าวคำสาบานตนแล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งได้กล่าวคำว่า “นั่งลงครับ” แต่กลับมีกระบวนการนำไปบิดเบือนและตกแต่งเสียง กล่าวหาว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพูดว่า “นั่งลงลูก” และยังพบว่านายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว เป็นไปได้ว่านายชวนอาจยังไม่ได้ฟังคลิปเต็มในวันดังกล่าว หรือไม่ก็อาจได้ฟังจากคลิปที่ถูกบิดเบือนและตกแต่ง ความเป็นจริงการบันทึกเสียงทั้งหมดหรือการกล่าวบนบัลลังก์ คนที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาก็ได้ยินตรงกัน ไม่มีเหตุผลใดที่จะมีการใช้คำพูดในลักษณะนี้“เศรษฐา—อิ๊งค์” จิบกาแฟพารากอนผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ทวีตภาพที่ถ่ายร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.วัฒนธรรม นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และ น.ส.ชนัญดา ทวีสิน ลูกสาวนาย เศรษฐา พร้อมข้อความผ่าน X ระบุว่า “เจอกันโดยบังเอิญที่สยามพารากอน เลยชวนท่านนายกฯมาดื่มกาแฟที่ Beans ผมเลยถือโอกาสทานเครื่องดื่มยอดนิยม best selling...Dirty”“พริษฐ์” ย้ำจุดยืน ปชน.ไม่มีเปลี่ยนนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า จุดยืนของพรรคประชาชนต่อคดีคลิปเสียงของนายกฯ คือนายกฯควรแสดงความรับผิดรับผิดชอบทางการเมืองตามที่ควรเป็นตั้งแต่ตอนเกิดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภา หรือลาออกก็ได้ คำชี้แจงของนายกฯที่พยายามจะบอกว่า เนื้อหาของคลิปเป็นเทคนิคการเจรจา แต่อีกมุมประชาชนก็สามารถถามกลับไปได้ว่า การสื่อสารกับประชาชนในทุกวันนี้คือเทคนิคการเอาตัวรอด คำพูดเมื่อมีการกลับไปกลับมา และเปลี่ยนแปลงไป ย่อมกระทบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อตัวนายกฯ อย่างไร ก็ตาม เรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว วันที่ 29 ส.ค. มี 2 แนวทาง คือ ศาลวินิจฉัยให้นายกฯพ้นจากตำแหน่ง ก็จะเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกฯคนใหม่ จุดยืนของพรรคประชาชนยังคงยืนยันจุดยืนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนถ้า “อิ๊งค์” รอดก็โดนซักฟอกนายพริษฐ์กล่าวว่า อีกแนวทางคือวินิจฉัยไม่ให้พ้นจากตำแหน่ง เรื่องจะกลับมาที่สภาผู้แทน ราษฎร เราจะใช้กลไกสภาตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายกฯ ทั้งในบริบทของคลิปเสียง หรือบริบทอื่นๆ ทั้งกลไกการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่ฝ่ายค้านสามารถทำได้ เมื่อถามว่าในกรณีที่นายกฯลาออกก่อนวันที่ 29 ส.ค. นายพริษฐ์ตอบว่า คิดว่า ณ วันนี้ จนถึงวันที่ 29 ส.ค. ถ้านายกฯตัดสินใจลาออก นั่นชัดเจนว่าเป็นการตัดสินใจ ลาออกเพื่อเอาตัวรอด ความจริงสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นตั้งแต่ก่อนหน้านี้ คือการลาออกเพื่อการรับผิดชอบต่อประชาชนชิงปิดสภาฯไม่มีเจตนาแอบแฝงที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 10.00 น. น.ส.ชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงชี้แจงถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชิงปิดประชุมสภา เพื่อหนีญัตติเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาพิจารณาเอ็มโอยู 43 และเอ็มโอยู 44 ว่า เหตุปิดประชุมสภาฯเกิดจากความคลาดเคลื่อนการสื่อสารระหว่างประธานสภาฯกับวิปฝ่ายรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน รัฐบาลไม่มีเจตนาแอบแฝง หลังจากนี้ฝ่ายค้านสามารถเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯชุดดังกล่าวให้สภาฯพิจารณา ได้ พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนปกป้องอธิปไตย ยืนอยู่บนความถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ใช้ความรู้สึกหรือความหวาดกลัวใดๆ เอ็มโอยู 43 เป็นกรอบความร่วมมือจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) เพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกกับกัมพูชา เป็นกลไกบริหารจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ขณะที่เอ็มโอยู 44 เป็นกรอบเจรจาปักปันเขตทางทะเลในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ควรทำให้ความจริงปรากฏ เอาชนะความลวงที่แฝงเร้นด้วยความต้องการล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งซัดหยุดปั่นเอ็มโอยู 43 ล้มรัฐบาลน.ส.ชญาภากล่าวว่า การยกเลิกเอ็มโอยู 43- 44 โดยไม่ประเมินผลกระทบรอบด้าน ทำให้สูญเสียกลไกบังคับให้คู่กรณีนั่งโต๊ะคุยกัน ตามที่โลกใช้เป็นมาตรฐานแก้ปัญหาเขตแดน พรรคเพื่อไทยยินดีปกป้องสิทธิการชุมนุมโดยสงบของประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชัง ฝากฝ่ายค้านว่าเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ เป็นเครื่องมือผูกมัดให้คู่กรณีมานั่งโต๊ะเจรจาแก้ปัญหาร่วมกัน หากไม่มีข้อผูกมัดนี้เท่ากับเปิดทางให้บุคคลที่ 3 มามีอำนาจชี้ขาดเรื่องดินแดนระหว่างประเทศ กลายเป็นการถูกละเมิดอธิปไตยครั้งใหญ่ พรรคการเมืองที่ประกาศเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ควรขับเคลื่อนการเมืองด้วยเหตุด้วยผล ใช้ความรู้ความสามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง มากกว่าเล่นการเมืองหวังโค่นล้มรัฐบาลให้ได้เท่านั้นสว.ผสมโรงตั้ง กมธ.ล้มเอ็มโอยูผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมวุฒิสภา วันที่ 26 ส.ค. มีวาระพิจารณาสำคัญ คือ ญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 43 และเอ็มโอยู 44 แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เสนอโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. มีสาระสำคัญ คือ รัฐบาลไทยควรยืนยันกับกัมพูชาให้เข้าใจว่าไทยไม่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน แต่เมื่อปี 2543 รัฐบาลขณะนั้นลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (เอ็มโอยู 2543) ที่ให้ไทย-กัมพูชาร่วมกันสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกให้เป็นไปตามเอกสาร 3 รายการ หนึ่งในนั้นคือแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามข้อตกลงของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศสปี 2447 และ 2450 คือแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ฝ่ายกัมพูชาเคารพเอ็มโอยู 43 เพียงข้อ 1 คือยึดตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนเท่านั้น ส่วนข้ออื่น คือ ข้อ 5 และข้อ 8 กัมพูชาละเมิดมาตลอด การคงข้อตกลงที่ฝ่ายหนึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามอย่างชัดแจ้ง จึงไม่มีประโยชน์ทำไทยเสียเปรียบทางบก–ทะเลเนื้อหาในญัตติระบุอีกว่า ไทย-กัมพูชายังมีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จึงทำเอ็มโอยู 2544 เพื่อหาข้อสรุปการปักปันเขตแดนว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา โดยเส้นเขตไหล่ทวีปของไทยมีเส้นเดียว คือ เส้นตามประกาศพระบรมราช โองการ วันที่ 29 พ.ค.2516 ที่ยืนหยัดมา 28 ปี แต่หลังจากลงนามเอ็มโอยู 44 เท่ากับไทยยอมรับการคงอยู่ของเส้นไหล่ทวีป ค.ศ.1972 ทำให้เส้นเขตไหล่ทวีปถูกแปรเป็นสอง เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน 2.6 หมื่นตร.กม. ไม่ว่าผลการแบ่งเขตแดนเป็นอย่างไรไทยต้องเสียทั้งเขตแดน และผลประโยชน์ สารัตถะในเอ็มโอยู 44 เป็นคุณต่อกัมพูชามากกว่าไทย ทำให้กัมพูชาได้รับผลกระโยชน์ในส่วนที่ไม่ควรได้รับและไทยไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนที่ควรได้รับ รัฐบาลควรยกเลิกเอ็มโอยู 44 เช่นกัน แต่การยกเลิกนั้นเป็นความซับซ้อนและละเอียดอ่อน สมควรที่วุฒิสภาจะตั้งกมธ.ศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยูทั้งสองฉบับทสท.เซ็ง รบ.เมินไอโอรุมตี มทภ.2วันเดียวกัน นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวถึงกระแสการโจมตีและด้อยค่าบุคคลในกองทัพ โดยเฉพาะมีปฏิบัติการของทีมไอโอ (IO) พุ่งเป้าโจมตี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก บุคคลที่ถูกโจมตีอยู่ในตำแหน่งสำคัญด้านความมั่นคงของกองทัพและประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศ ไทยกำลังเผชิญปัญหาชายแดน ขอตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเลือกที่จะนิ่งเฉย และเพิกเฉยต่อกระแสบ่อนทำลายเช่นนี้ หรืออาจมีนัยแอบแฝงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ปฏิบัติการดังกล่าวอาจไม่ใช่การเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลทั่วไป หากแต่มีการจัดตั้ง หรือสนับสนุนโดยทีมงานของบางพรรคการเมือง รัฐบาลควรเร่งตรวจสอบ และจัดการอย่างจริงจัง หากปล่อยไปอาจสร้างผลเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศชาติได้ และจะย้อนกลับมากระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเอง ทั้งนี้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปตั้งแต่วันที่ปรากฏคลิปเสียงหลุดที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสังคมแล้วคนไม่เชื่อมั่นกระบวนการต้านโกงขณะที่สวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,163 คน เรื่อง “การทุจริตในสังคมไทย ณ วันนี้” ระหว่างวันที่ 19-22 ส.ค. พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 93.47 มองว่าปัญหาการทุจริตในสังคมไทยปัจจุบันมีความรุนแรงมาก ร้อยละ 78.50 ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต มีร้อยละ 86.93 กังวลการทุจริตด้านงบประมาณภาครัฐมากที่สุด และร้อยละ 68.96 มองว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตได้ สำหรับแนวทางในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ร้อยละ 69.91 เห็นว่าทุกหน่วยงานควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ส่วนความในใจของประชาชนที่อยากบอกเกี่ยวกับการทุจริตในสังคมไทย ณ วันนี้ ร้อยละ 43.38 การทุจริตมีอยู่ในทุกวงการ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรศาสนา ควรเร่งแก้ไขอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่