ลุ้นทองคำปี 2569 จะทะยานแตะถึงบาทละ 68,000-80,000 หรือไม่ หลังจากปี 2568 โลกที่ไม่แน่นอน ทำให้ราคาทองพุ่งไปดาวอังคาร ขณะที่มุมมองปี 2569 จากสถาบันการเงินชั้นนำและผู้ค้าทองคำรายใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประเมินมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในระดับสูงต่อเนื่อง แม้ไม่ร้อนแรงเท่าปี 68 แต่ยังเป็นปีที่มีการแกว่งตัวในกรอบสูง เผย 4 ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อราคาขึ้น-ลงของทองคำในปี 69“ทองคำ” ถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าในตัวเองและเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ทั้งเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง เนื่องด้วยสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย ขณะเดียวกันก็มีความผันผวนและมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับสินทรัพย์ทางการเงินประเภทอื่นๆผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 2 ม.ค. ถึงสถานการณ์ราคาทองคำในปี 2569 ว่า ในห้วงปี 2568 นับเป็นปีที่ราคาทองคำสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตลาดการซื้อขายทองคำโลก หลังราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ทำจุดสูงสุดใหม่เหนือระดับ 4,400 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือสูงสุดในรอบ 46 ปี ที่เริ่มมีตลาดซื้อขายทองคำ โดยเพิ่มขึ้นมากถึง 68% จากสิ้นปี 2567 ปัจจัยสำคัญที่หนุนการปรับขึ้นของราคาทองคำคือ อัตราดอกเบี้ยขาลง ปัญหาความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้ง การก่อสงครามในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมทั้งการเข้าซื้อเพื่อถือครองทองคำเพิ่มขึ้นของธนาคารกลางหลายประเทศ ส่งผลให้ทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจสูงสุดอีกครั้ง ทั้งในหมู่นักลงทุนรายย่อย กองทุนสถาบันและผู้ค้าทองคำทั่วโลกขณะที่ในประเทศไทย ราคาทองคำแท่ง 96.5% ปรับขึ้นตามทิศทางตลาดโลก ควบคู่กับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเป็นระยะ ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศปี 68 เคยปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่บาทละ 67,400 บาท คำถามสำคัญคือราคาทองคำยังไปต่อได้ หรือพอแค่นี้ในปี 2569 ประชาชนทั่วไปและนักลงทุนไทยควรวางกลยุทธ์อย่างไรในภาวะที่ราคาทองคำผันผวนขึ้นลงแรงและยังยืนอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ หลังจากที่นักลงทุนทองเคย “ติดบนยอดดอยทองคำ” มาแล้วในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านี้ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำที่ขึ้นร้อนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นักวิเคราะห์มองตรงกันว่า การปรับขึ้นของราคาทองคำในปี 2568 ไม่ได้เกิดจากปัจจัยระยะสั้น แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯที่เข้าสู่ช่วงปลายวัฏจักรขาขึ้นทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ลดลง ขณะที่ภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯประเทศมหาอำนาจอยู่ในระดับสูงและกระแสความพยายามลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯทั่วโลก (De-dollarization) ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ยังคงทยอยเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ถูกมองว่าเป็นแรงพยุง “ฐานราคาใหม่” ของทองคำในรอบนี้ นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ และความตึงเครียดด้านสงครามการค้า ยังคงกดดันความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินโลก ส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น สำหรับปี 2569 มุมมองจากสถาบันการเงินชั้นนำ นักวิเคราะห์ชั้นเซียน รวมถึงผู้ค้าทองคำรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ต่างประเมินตรงกัน โดยให้กรอบราคาทองคำโลกปี 2569 ไว้ค่อนข้างสูงและมีแนวโน้มเคลื่อน ไหวสูงต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาทองให้ยืนอยู่ในระดับสูง ทั้งดอกเบี้ยต่ำ-หนี้สาธารณะสูง-ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีโอกาสอ่อนค่าในระยะกลาง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่แบงก์ชาติหรือธนาคารกลางของประเทศต่างๆยังทยอยเข้าซื้อตุนทองคำเข้าพอร์ตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Safe Haven) ในพอร์ตการลงทุน ทั้งระยะกลางถึงยาวที่สำคัญยังไม่เห็นปัจจัยใดที่จะทำให้แนวโน้มหลักของราคาทองคำจะกลับมาเป็นขาลงขณะที่สำนักวิเคราะห์สถาบันการเงินใหญ่ต่างชาติให้มุมมองสรุปว่า ราคาทองคำในสิ้นปี 2569 อาจพุ่งไปอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์ (4,500-5,000) หรือแกว่งขึ้น-ลงในกรอบ 3,950-4,950 หรืออาจมีโอกาสขึ้นไปแตะ 4,800 ดอลลาร์ในไตรมาส 4/2026 ด้านมุมมองนักวิเคราะห์และผู้ค้าทองรายใหญ่ของไทย อาทิ ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินทองปี 2569 มีโอกาสแตะ 4,700 ดอลลาร์ จากความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆของโลก ส่วนวายแอลจีให้เป้าหมายราคาทองคำปี 2569 ที่ 4,500-4,900 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากคิดเป็นราคาทองคำในประเทศ คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะมีเป้าหมายที่ 68,000-75,000 บาทต่อบาททองคำสรุปกรอบราคาทองคำโลกปี 2569 (Base-Bull Case) แกว่งในกรอบ 4,200-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากแปลงเป็นราคาทองคำไทย ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนการอ่อนและแข็งค่าของเงินบาทหากเงินบาทเคลื่อนไหว 33-35 บาท/ดอลลาร์ ราคาทองในประเทศน้ำหนัก 1 บาท ทองคำอยู่ที่ 68,000-80,000 บาท นักค้าทองคำในประเทศประเมินว่า ค่าเงินบาทยังเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนไทย เพราะแม้ราคาทองโลกจะเป็นขาขึ้น แต่หากเงินบาทแข็งค่ากว่าที่คาด อาจกดดันราคาทองในประเทศได้เป็นระยะหรือราคาทองไทยอาจขึ้นช้ากว่าทองโลกในส่วนปัจจัยหลักที่ต้องจับตามีอิทธิพลต่อการขึ้น-ลงของราคาทองคำปี 69 มีดังนี้ 1.ดอกเบี้ย-ดอลลาร์ ตัวแปรหลัก 2.ธนาคารกลางยังซื้อ การซื้อทองของธนาคารกลางเป็นแรงพยุงโครงสร้างราคาที่สำคัญ ทำให้ราคาทองในรอบนี้ยืนอยู่บน “ฐานใหม่” เมื่อเทียบกับอดีต 3.ความเสี่ยงโลกยังสูง นักวิเคราะห์มองว่าโลกกำลังก้าวสู่ภาวะหลายขั้ว ลดความเชื่อมั่นต่อเงินสกุลหลัก เพิ่มบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย 4.ค่าเงินบาทตัวแปรสำคัญ หากเงินบาทอ่อนค่าจะช่วยหนุนราคาทองคำในประเทศให้ปรับขึ้นแรงกว่าตลาดโลก หากเงินบาทแข็งค่าอาจกดดันราคาทองไทย แม้ทองโลกยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นนายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮงแนะนำว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุนได้ดี ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวน แต่หากสะสมทองคำมากเกินไป อาจทำให้เสียโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ แม้ปี 68 ทองคำจะให้ผลตอบแทนสูง แต่ไม่ใช่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 60% ต่อปีแบบนี้ทุกปี ดังนั้น ไม่แนะนำให้นักลงทุนกระโดดเข้าไปลงทุนในช่วงที่ราคาสูง อาจทยอยเข้าซื้อในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวลงมาอยู่ในระดับ 3,700-3,800 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ถือเป็นระดับที่เหมาะสมในการทยอยสะสมประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮงยังให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันพฤติกรรมนักลงทุนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ มีการซื้อทองคำแท่งเพื่อออมมากขึ้น ซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับลดลงอายุเฉลี่ยของนักลงทุนในทองคำลดลงเหลืออายุ 20-30 ปี จากอดีตที่นิยมเริ่มลงทุนเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่มีเงินเก็บสะสมสามารถซื้อทองคำแท่งได้ แต่ปัจจุบันมีช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์มการลงทุนในทองคำที่หลากหลาย และซื้อ-ขายได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ราคาทองคำมีความผันผวนมากขึ้นตามพฤติกรรมการซื้อ-ขายที่รวดเร็วสรุปว่าภาพรวมตลาดทองคำปี 2568-2569 สะท้อนว่า ทองคำกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “ราคาสูงถาวร” มากกว่าการพุ่งขึ้นชั่วคราวจากกระแสเก็งกำไร แม้ความผันผวนจะเพิ่มขึ้น แต่บทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงยังคงมีความชัดเจน โดยเฉพาะในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ โอกาสที่จะได้เห็นราคาทองคำร่วงลงมาบาทละ 4-5 หมื่น น่าจะน้อยมากหรือไม่มีโอกาสเลย แต่ทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งหมดข้างต้นอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่