ประเทศไทยยังเผชิญ “วิกฤติในความปลอดภัยทางถนนรุนแรง” โดยเฉพาะการเกิดอุบัติเหตุอันเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ (รถ จยย.) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บครองสถิติเป็นอันดับ 1 ของโลกมาต่อเนื่องถ้าอ้างอิงตามสถิติจากข้อมูลบูรณาการ 3 ฐาน “กรมควบคุมโรค” ในปี 2563-2567 มีผู้เสียชีวิตรวม 87,142 ราย เฉลี่ยปีละ 17,000 กว่าราย คิดเป็น 80% ของผู้เสียชีวิต แล้วเฉพาะในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 17,477 ราย โดยเป็นผู้เสียชีวิตจากรถ จยย. 14,144 ราย หรือเสียชีวิต 3 รายในทุก 2 ชั่วโมงแม้ว่าที่ผ่านมาหลายภาคส่วนจะพยายามแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ก็ยังไม่เป็นรูปธรรมอันมีสาเหตุจากเรื่องใดนั้น พญ.ชไมพันธุ์ สันติกาญจน์ หน.โครงการขับเคลื่อนไทยปลอดจากภัยจักรยานยนต์ และอดีตที่ปรึกษาประจำองค์การอนามัยโลกภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ด้านป้องกันการบาดเจ็บและภาวะพิการ บอกว่าในช่วงปกติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุอยู่ที่ 14,500 ราย คิดเป็น 80% หรือเฉลี่ยวันละ 38 คน หรือ 1 คนต่อทุก 37 นาที และพิการ 1 คนต่อ ชม. แต่ช่วงเทศกาลสำคัญมักมีตัวเลขสูงขึ้น 90% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดอันมีสาเหตุจากหลายปัจจัยตั้งแต่ “ถนนไม่ได้มาตรฐาน” ซึ่งไทยยังไม่มีเลนเฉพาะสำหรับรถ จยย. ทั้งที่รถ จยย.มีการจดทะเบียนมากกว่าครึ่งของรถทั้งหมด แล้วยิ่งช่วงน้ำท่วมผิวถนนมักเสียหายกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ “ต้องหลีกเลี่ยงการขับขี่รถ จยย.เดินทางไกล” แต่ควรใช้รถประจำทางจะปลอดภัยกว่าทำให้อยากเรียกร้องต่อ “รัฐบาลช่วยลดค่าโดยสารรถสาธารณะ” เพราะที่ผ่านมามักมีแต่มาตรการให้ขึ้นทางด่วนฟรี “เอื้อเฉพาะรถยนต์” ทั้งที่รู้ว่าผู้ขับขี่รถ จยย.เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีการเสียชีวิตอันดับ 1 โดยเฉพาะในช่วงอายุ 12-29 ปี สาเหตุจากการขับรถเร็วแม้กฎหมายจะจำกัดความเร็ว 80, 100 หรือ 120 กม./ชม.แต่ความเร็วนี้เหมาะสมกับรถยนต์ “ไม่ใช่ความเร็วปลอดภัยสำหรับรถ จยย.” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการขับขี่รถ จยย.แนะนำว่าควรขับขี่ 40 กม./ชม. จะเป็นความเร็วที่ปลอดภัย หากใช้ความเร็วสูงก็เฉพาะตอนแซงเท่านั้นเรื่องถัดมาคือ “แอลกอฮอล์มักมากับช่วงเทศกาล” ในปีนี้รัฐบาลมีการผ่อนคลายมาตรการหลายอย่างส่งผลให้โอกาสการดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น เพราะผลสำรวจในปีที่แล้วพบว่าผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มจาก 28% เป็น 35% และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีก ดังนั้นการผ่อนคลายมาตรการดื่มจึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง นอกจากนี้ “การใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ก็เป็นความเสี่ยงสำคัญ” โดยพบอุบัติเหตุรถ จยย.ชนท้ายรถยนต์คิดเป็น 30% ของการเสียชีวิตทั้งหมด “พฤติกรรมนี้เพิ่มขึ้นในช่วงหลัง” ดังนั้นควรป้องปรามการขับเร็ว ใช้โทรศัพท์ เมา หลับใน และบังคับสวมหมวกกันน็อกอย่างเข้มงวดในช่วงการเดินทางเทศกาลปีใหม่นี้สิ่งที่น่ากังวลคือ “อุบัติเหตุรถ จยย.มักเกิดใกล้บ้าน 5–10 กม.” เพราะผู้เมามักขี่รถ จยย.ไม่สวมหมวกกันน็อก เนื่องจากคิดว่าเดินทางใกล้ๆกลายเป็นความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลเสมอยิ่งปีนี้ปลดล็อกเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00-17.00 น. และขยายเวลาให้นั่งดื่มในร้านได้ถึงตี 1 จากเดิม 00.00 น.เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและท่องเที่ยวต้อนรับเทศกาลปีใหม่ จึงน่าเป็นห่วงการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถ จยย.โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคอีสานมักเป็นพื้นที่มีการเมาแล้วขับมากกว่าที่อื่นมาตั้งแต่ 2540ขณะที่หน่วยงานดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาล “ต้องรับมือวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ และความไม่สงบชายแดน” กลายเป็นสัญญาณอันตรายว่าความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลของประเทศกำลังน่ากังวลจริงๆแล้ว “ไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศใช้รถ จยย.มากที่สุดในโลก” โดยอันดับหนึ่งคือ เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ตามลำดับ แต่ว่าไทยกลับมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด เพราะถ้าหากดูพฤติกรรมของผู้ขับขี่ในเวียดนาม หรืออินโดนีเซีย มักขับขี่รถด้วยความเร็วช้า และกฎหมายบังคับให้สวมหมวกกันน็อกมากกว่าไทยสิ่งนี้กำลังสะท้อนเห็นว่า “ปัญหาหลักของไทยไม่ใช่แค่จำนวนการใช้รถ จยย.อย่างเดียว” แต่เป็นเพราะพฤติกรรมของการขับขี่รถด้วยความเร็ว และไม่มีการป้องกันความเสี่ยงของผู้ขับขี่เอง ทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้รถ จยย.ตัวเลขยังลดลงช้ามาก หรือแทบไม่ขยับเลย เพราะเรายังแก้ปัญหากลุ่มรถ จยย.ไม่ตรงจุดยิ่งกว่านั้นข้อมูลความเสี่ยงไม่ค่อยถูกสื่อสารถึง “ประชาชน” จนมองว่าความเสี่ยงเป็นเรื่องไกลตัว และยังปล่อยให้เด็ก หรือเยาวชนขับขี่รถ จยย.ต่อไป ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายก็ยังไม่เข้มงวด เพราะตำรวจมักเลี่ยงจับผู้ขับขี่รถ จยย.ที่ส่วนใหญ่มีฐานะไม่ดี “ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ” ทำให้ไม่อยากรังแกคนจนเลือกจับรถยนต์มากกว่า“คนไทยใช้มอเตอร์ไซค์เยอะนั้นมาจากระบบขนส่งสาธารณะไม่เพียงพอเพราะรัฐบาลเน้นสร้างถนนมากกว่าสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่รองรับประชาชน ทำให้คนต้องช่วยตัวเองด้วยการซื้อรถส่วนตัว หรือมอเตอร์ไซค์ของคนรากหญ้าที่ไม่มีทางเลือกอื่น กลายเป็นความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่ารถยนต์ 24-37 เท่า” พญ.ชไมพันธุ์ ว่าถัดมามาดู “ระดับบังคับสวมหมวกกันน็อกของไทย” นับแต่ช่วงปี 2539 เคยประสบความสำเร็จการสวมหมวกมากที่สุด แต่ในรอบ 10 ปีมานี้การสวมหมวกอยู่ที่ 40-50% “ไม่เคยสูงถึงระดับปลอดภัย” ส่วนหนึ่งเพราะไทยไม่มีกฎหมายให้หมวกกันน็อกเป็นส่วนควบมาตรฐานของรถ จยย.ขณะที่หลายประเทศมีกฎหมายบังคับโดยตรงถ้ามีมอเตอร์ไซค์แล้วผู้ขับขี่ไม่สวมหมวก “ผิดกฎหมาย” แต่สำหรับไทยใน พ.ร.บ.ยานยนต์ พ.ร.บ.รถยนต์ หรือระเบียบขนส่งทางบกกลับไม่บังคับหมวกกันน็อกแบบจริงจัง แต่ขณะเดียวกันกลับมีการออกกฎหมายเรื่องอื่นๆ เช่น เข็มขัดนิรภัย ทำให้มาตรการความปลอดภัยขั้นพื้นฐานสำหรับรถ จยย.ยังอ่อนแออยู่มากไม่เท่านั้น “ยังมีปัญหาใบขับขี่ และทะเบียนรถ” ตามการสำรวจผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในไทย 40-50% ไม่มีใบขับขี่ ในจำนวนนี้วัยรุ่น และนักเรียนสูงถึง 70% แล้วรถ จยย.บางคันก็ไม่มีทะเบียน หรือ พ.ร.บ.รถ จยย. ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานของความปลอดภัยที่หลายประเทศมักต้องมีการบังคับให้ใช้กันเข้มงวด แต่ไทยยังปล่อยปละละเลยเช่นนี้เมื่อไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่มีใบขับขี่ หรือรถไม่ถูกต้องตามกฎหมาย “โอกาสเสียชีวิต หรือพิการจากอุบัติเหตุก็สูงตามมา” ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ประชาชนอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบการบังคับใช้กฎหมายไม่เต็มที่ และขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไทยมีอัตราเสียชีวิตจากมอเตอร์ไซค์สูงที่สุดในโลกฉะนั้นปีใหม่นี้ควรเลี่ยงใช้รถ จยย.ที่มักเป็นเหยื่ออุบัติเหตุ แล้วหากต้องซื้อรถใหม่ควรรอหลัง 1 ม.ค.2659 ซึ่งกฎหมายบังคับให้รถใหม่มีระบบเบรก ABS มีแผ่นสะท้อนแสงด้านข้างให้ปลอดภัยมากขึ้น.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม