วันที่ 26 พฤษภาคม2565เป็นวันที่ “คนไทย” ควรชื่นชมยินดีเพราะรางวัลสิ่งแวดล้อม Goldman Environmental Prizeได้ประกาศชื่อ “ครูตี๋” หรือ “นิวัฒน์ ร้อยแก้ว” ให้เป็นผู้ได้รับรางวัลประจำปีนี้ ในฐานะผู้แทนของทวีปเอเชีย สำหรับงานปกป้องแม่น้ำโขงรางวัลสิ่งแวดล้อม Goldman เป็นรางวัลระดับโลกเทียบเท่ารางวัลโนเบลด้านสิ่งแวดล้อม ก่อตั้งโดยครอบครัวนักธุรกิจตระกูล Goldman ในเมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เพื่อเชิดชูและสนับสนุนบุคคลผู้มุ่งมั่นในการปกป้องคุ้มครองธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เริ่มเมื่อค.ศ.1990(พ.ศ.2533)โดยจะมอบให้บุคคลจาก 6 ทวีป ทวีปละ 1 คน ได้แก่ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แอฟริกา ยุโรป เอเชีย และทวีปที่เป็นหมู่เกาะโดยมอบรางวัลปีละ 1 ครั้ง เป็นทุนในการดำเนินงานอนุรักษ์โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆอโชก้า (Ashoka) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร สนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคมเพื่อการเปลี่ยนแปลง ได้เสนอชื่อ “ครูแดง” เตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ให้ได้รับรางวัลนี้ในปี 1994 ด้วยผลงานการสนับสนุนภูมิปัญญาชุมชนในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร และพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนบนพื้นที่สูงให้เป็นต้นแบบ ด้วยความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆทั้งภาครัฐ วิชาการ สื่อมวลชน ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ และ คุณพิศิษฐ์ ชาญเสนาะ สมาคมหยาดฝน จ.ตรัง เป็นคนไทยคนที่สองที่ได้รับรางวัลนี้ด้วยผลงานการสนับสนุนเครือข่ายชุมชนอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าชายเลนในทะเลอันดามันครูแดง บอกว่า ในปีนี้ ค.ศ.2022 “ครูตี๋” นิวัฒน์ ร้อยแก้วประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ได้รับการประกาศชื่อรับรางวัล Goldman ซึ่งดิฉันเห็นว่าคณะกรรมการได้คัดเลือกอย่างเหมาะสมครูตี๋...ได้พิสูจน์ว่า ช่วงเวลามากกว่า 20 ปี ที่ได้ร่วมงานกันมาเพื่อปกป้องแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา ร่วมกับชุมชนตลอดลุ่มน้ำและภาคส่วนต่างๆ ได้ทุ่มเทอุทิศพลังใจ พลังกาย พลังปัญญา เพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลเรื่องความสำคัญของแม่น้ำโขง สื่อสารให้สังคมตระหนักรู้ว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคประชาสังคมในการบริหารจัดการทรัพยากรแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน เป็นหลักการที่สำคัญที่ต้องผลักดันในระดับชาติและภูมิภาคเหตุผลหลักที่ได้รับรางวัลคือ การต่อสู้เพื่อปกป้องแม่น้ำโขงจากโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง (โครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ แม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง) ซึ่งเป็นแผนในการทำแม่น้ำโขงให้กลายเป็น “ซุปเปอร์ไฮเวย์” ของเรือขนาดใหญ่ให้เดินเรือได้จากจีนตอนใต้ผ่านสามเหลี่ยมทองคำ ไปจนถึงเมืองหลวงพระบางในลาว รวมความยาวเส้นทางที่จะต้องระเบิดแก่งกว่า 600กิโลเมตรสำหรับบริเวณพรมแดนไทยลาว ที่ อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย พื้นที่โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงกินระยะทาง 97 กิโลเมตร ซึ่งภาคประชาชนและชุมชนเห็นว่าจะสร้างผลกระทบรุนแรงและกว้างขวางต่อแม่น้ำโขง“เกาะแก่งเหล่านี้ที่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือขนาดใหญ่ เป็นระบบนิเวศที่ทำให้แม่น้ำโขงยังคงความอุดมสมบูรณ์ เติมออกซิเจนให้แก่แม่น้ำ เป็นแหล่งอาหาร แหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำและนกอพยพ เป็นแหล่งทำมาหากินสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน”หลายต่อหลายปีครูตี๋และเครือข่ายได้ประสานให้คณะกรรมาธิการต่างๆของวุฒิสภา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงมาตรวจสอบการร้องเรียนของกลุ่มรักษ์เชียงของและชุมชนลุ่มน้ำโขง ผลกระทบต่อสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงชายแดน และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านนับตั้งแต่มีการผลักดันโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ทั้งสองครั้งคือ พ.ศ.2545 และอีกครั้งช่วง พ.ศ.2559–2563“ครูตี๋ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนยืนหยัดอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานต่างๆรวมทั้งบริษัทจีน หน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานที่รับผิดชอบ ต่างได้มาขอพบเพื่อขอข้อมูลและข้อเสนอแนะจากกลุ่มรักษ์เชียงของ...จนในที่สุดมีมติคณะรัฐมนตรีให้ยุติโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563”นับเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศยุติโครงการ ทำให้เกาะแก่งแม่น้ำโขงได้รับการรักษาไว้ ครูตี๋ บอกว่า ก่อนหน้านี้สิ่งที่ชาวบ้านเคยถามว่า ครู เราจะสู้กันได้เหรอ? นี่เป็นเรื่องระหว่างประเทศ เราเป็นแค่ชาวบ้านแต่การเคลื่อนไหวในการปกป้องแม่น้ำโขงของชาวบ้านก็ทำให้เห็นแล้วว่า การต่อสู้แบบลงมือทำมากว่า 2 ทศวรรษ ได้พิสูจน์ให้เห็นความสำเร็จเกิดขึ้นได้ ปัญหาแม่น้ำโขงได้เป็นที่ประจักษ์...จากที่ ครม.มีมติยุติโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือฯ โดยให้เหตุผลเรื่องข้อกังวลต่อปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ผลกระทบต่อเขตแดน อธิปไตย ที่จะเกิดขึ้นต่อแผ่นดินไทยและประชาชนไทย การประกาศยุติโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงในครั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์แสดงให้เห็นว่า...“สิ่งที่ภาคประชาชนได้พยายามทำงานรณรงค์และปกป้องแม่น้ำโขงมามากเกิน 20 ปี ได้ทำให้หน่วยงานรัฐและรัฐบาลได้ ตระหนักถึงคุณค่าในด้านต่างๆของแม่น้ำโขง”แม้จะยุติการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงไว้ได้ แต่ภารกิจปกป้องแม่น้ำโขงยังคงต้องดำเนินต่อไป ด้วยว่ายังมีวิกฤติปัญหาการขึ้นลงของระดับน้ำโขงผันผวน ไม่เป็นไปตามฤดูกาล ส่งผลทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหน้าแล้ง น้ำแห้งหน้าฝน นิเวศบริการของแม่น้ำจึงได้รับผลกระทบที่สำคัญ...ปัญหาที่ว่านี้ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะมีกลไกแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วมได้อย่างไรหาก “แม่น้ำโขง” ถูกผูกขาดโดยภาครัฐและกลุ่มธุรกิจอย่างที่เป็นอยู่ หายนะของธรรมชาติและคนตัวเล็กตัวน้อยในชุมชนลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศคงมาถึงในไม่ช้า“ชุมชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการจะต้องมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา เพื่อรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน”นี่คือความมุ่งหวังของ “ครูตี๋” ลูกหลานแม่น้ำโขง เครือข่ายภาคประชาชน และกัลยาณมิตรที่ได้ร่วมงานกันตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านขอให้การได้รับรางวัล “Goldman” ของครูตี๋ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 ในฐานะตัวแทนนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของทวีปเอเชีย จงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การอนุรักษ์แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสรรพชีวิต แหล่งโปรตีนจากปลา แหล่งรายได้จากการประมงที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการอยู่กับธรรมชาติอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญเพื่ออนาคตลูกหลานของเรา นั่นหมายถึงว่า พวกเราในวันนี้จะต้องใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ฉาบฉวย เมื่อเป็นเช่นนี้ รางวัลของครูตี๋ในปีนี้จึงมีความสำคัญสำหรับคนไทย รัฐบาลไทย และจาก 6 ประเทศในลุ่มน้ำโขงแน่นอนว่า ภาพสะท้อนนี้จะถูกส่งต่อไปถึงประชาสังคมโลก เพื่อให้ “แม่น้ำโขง” และ “แม่น้ำสาขา” ดำรงคงอยู่อย่างสมดุลและยั่งยืนตลอดไป.