การลงนามหยุดยิง ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” มีผลตอนเที่ยง วันที่ 27 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา นับเป็นการสงบศึก (ชั่วคราว) ในสนามรบแนวชายแดน “ไทย–กัมพูชา” หลังจากก่อนหน้านี้มีการปะทะกันถึง 2 ครั้ง 2 ครา สร้างความเสียหายและสูญเสียอย่างใหญ่หลวงย้อนไปดูเหตุการณ์ปะทะครั้งแรก คือวันที่ 24 ก.ค. ไปหยุดยิง วันที่ 28 ก.ค. จากนั้นพักรบอยู่พักใหญ่ก่อนจะมีเสียงปืนดังขึ้นในการปะทะครั้งที่ 2 วันที่ 8 ธ.ค. ถึงวันที่ 27 ธ.ค. ก่อนถึงวันปีใหม่ โดยมี พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ไปร่วมลงนามหยุดยิงจนเสียงปืนสงบลงได้แต่..ก็เป็นที่น่าจับตาว่าหลังผ่านการปะทะ 2 ครั้งที่ผ่านมาจะมียก 3 ต่ออีกหรือไม่ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมลงนามหยุดยิง ทีมงาน SEE TRUE ไทยรัฐทีวี ลงพื้นที่สังเกตการณ์แนวชายแดนพิพาท พบว่า บรรยากาศตึงเครียดกว่าการปะทะครั้งแรก ที่น่าจับตาคือสนามรบรอบ 2 กินพื้นที่จังหวัดสระแก้ว และตราด ของกองทัพภาคที่ 1 และ กองทัพเรือซึ่ง..ครั้งนี้ปะทะกันดุเดือดข้ามวัน ไม่เว้นแม้แต่ปอยเปตก็โดนถล่มเช่นกันไม่ต่างจากแนวรบในแถบ 4 จังหวัดอีสานใต้ ของกองทัพภาคที่ 2 ประกอบด้วย อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ นั่นแสดงให้เห็นว่าการปะทะครั้งนี้กินพื้นที่แนวชายแดนกัมพูชาเกือบทั้งหมดและ..ที่น่าจับตาในยุทธศาสตร์สำคัญ คือแนวรบในเขตพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่ช่วงชิงปราสาทคนา ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย เป็นนัดล้างตาจากการปะทะครั้งแรกวันแรกของการปะทะในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก 8 ธันวาคม จรวด BM-21 ของกัมพูชา ถูกยิงตกลึกเข้ามาพื้นที่หลังแนวพื้นที่การสู้รบไม่มากเหมือนวันแรกของการปะทะกันรอบก่อนแต่รุ่งเช้าวันถัดมากัมพูชายิงจรวด BM-21 เข้าใส่พื้นที่แนวรบ โดยเฉพาะที่ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา และช่องกร่าง ซึ่งอยู่ระหว่างปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม ทำให้จรวดเหล่านี้ตกลงมาลึกถึงพื้นที่ด้านในของอำเภอพนมดงรัก..ยิงถล่มทั้งกลางวันและกลางคืนการสู้รบกันคราวนี้ นอกจากอาวุธหนักของกัมพูชาอย่างจรวดบีเอ็ม 21 แล้ว สิ่งที่ชาวบ้านซึ่งอยู่ใกล้แนวการสู้รบต้องเฝ้าระวังเพิ่มขึ้นมาอีกก็คือโดรนพลีชีพ โดยมีรายงานตั้งแต่วันแรกว่า กัมพูชาใช้โดรนพลีชีพโจมตีฝั่งไทยด้วย...พุ่งเป้าการปะทะครั้งที่ผ่านมา ทีม SEE TRUE พา ทหารพรานกรกต เกตุแก้ว อดีตทหารพรานจู่โจม 513 ค่ายปักธงชัย ลงพื้นที่สะท้อนมุมมองของอดีตนักรบที่เคยปะมือกับเขมร เขามองว่า ไม่ว่าจะครั้งไหนทหารไทยก็ได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นเชิงศึกและอาวุธยุทโธปกรณ์ และที่สำคัญไทยไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้เขมรนับเป็นสิ่งยืนยันและตอกย้ำ ว่า “เขมรไว้ใจไม่ได้” ในฐานะผู้รุกราน!และ...อีกจุดที่มีการปะทะกัน คือที่บริเวณบ่อนกาสิโน ย่านจุ๊บโกกี อำเภอบันเตียอำปึล จังหวัดอุดรมีชัย ใกล้ช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งไทยใช้เครื่องบิน F-16 ทิ้งระเบิดและยิงปืนใหญ่ถล่มใส่คลังน้ำมันจนท้องฟ้าแดงฉาน ซึ่งจุดนี้ทีม SEE TRUE ก็เข้าสำรวจเช่นกัน พบว่าเกิดความเสียหายหนักตอกย้ำ..เป็นบทเรียนให้ผู้รุกรานต้องจดจำ..“สงครามไม่มีความปรานี” ช่วงการปะทะทางการประกาศอพยพชาวบ้านจุดเสี่ยงออกจากพื้นที่อันตรายตลอดชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านที่เคยอยู่กลับต้องทิ้งร้าง ไร่นาที่เคยทำต้องปล่อยทิ้งในช่วงปะทะกัน ทรัพย์สินของมีค่าถูกทิ้งไว้เพื่อหนีภัยสงครามหน้าที่การดูแลความสงบเรียบร้อยจึงเป็นของ ชรบ. หรือชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านต้องสอดส่องความปลอดภัยและทรัพย์สินของชาวบ้าน ในห้วงความเป็นความตาย บังเกอร์หลุมหลบภัยถูกใช้อยู่อาศัยแทนบ้าน...หลายชีวิตที่มีภูมิลำเนาอยู่แนวชายแดน จำต้องอพยพจากบ้านออกมาอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว“SEE TRUE” ตระเวนสำรวจศูนย์อพยพหลายแห่ง พบว่าถึงแม้จะไม่ได้สุขสบาย แต่อย่างน้อยก็ปลอดภัยจากวิถีกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงมา..“ก็เห็นเขาว่ามีบีเอ็ม 21 ลง ลงที่บ้านหนองแวง ก็บ้านใกล้ๆ กันค่ะ ใกล้ๆกันเลยซอยติดกัน ขี่รถมานิดเดียวก็ถึงบ้านเขาแล้ว ก็หนองแรด หนองแวงติดกันเลย มีวัวตายไปสองตัว” ....เราก็คิดห่วงนะ ห่วงคนที่บ้านที่ไม่อพยพ มันจะมีคนที่ไม่อพยพออกมา คิดถึงว่าแค่โดนวัวนะ ถ้าโดนคนล่ะ จะทำยังไง เราก็กลัวคนที่อยู่ที่บ้าน เราก็ห่วงเขาเนาะ ก็อยากให้เขาออกมา ชรบ. เขาจะได้ทำงานสะดวก ที่นี่อาจจะลำบากหน่อย เรื่องอาหารการกิน เรื่องน้ำ เรื่องนอน พักผ่อน มันไม่เหมือนนอนในบ้าน เแต่ก็มีความปลอดภัย เสียงจาก ยุวดี ชาวบ้านใน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กล่าวการอยู่ศูนย์อพยพมิได้สุขสบายเหมือนอยู่บ้าน แต่เพื่อความปลอดภัย หลายคนจึงเลือกที่จะมาอาศัยอยู่ศูนย์อพยพ แม้จะต้องใช้ชีวิตหลับนอนในรถยนต์ก็ตาม...“นอนบนรถค่ะ ลูกชายเขาเอนเบาะข้างในให้นอนก็สบายแหละ แง้มกระจกไว้พวกยายเคยอยู่อย่างนี้มาหลายครั้งแล้วอยู่ได้ไม่ต้องห่วง อยากให้ชายแดนสงบ ปราศจากการสู้รบ จะได้กลับเข้าบ้านไปทำมาหากิน” ยายเดือย วัย 70 ปี ชาวอำเภอพนมดงรักกล่าวขณะที่ ตาสำรวย ชาวบ้านอีกคนที่อยู่ศูนย์อพยพเช่นกัน วันๆ ได้แต่เฝ้าฟังข่าวของทางการผ่านโทรศัพท์มือถือ เพราะห่วงบ้านและวัวควายที่เลี้ยงไว้ ตาสำรวย กล่าวว่า บ้านของตนอยู่ใกล้ปราสาทตาควาย หากเขมรบุกมาจะถึงตัวทันที สถานการณ์แบบนี้ต้องทำใจ และฝากเรื่องความปลอดภัยไว้กับ ชรบ.“การสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นรอบแรกในเดือนกรกฎาคม แม้ว่าครั้งนั้นจะเจรจาจนยุติลงชั่วคราว แต่ชีวิตชาวบ้านตามแนวชายแดนไม่เหมือนเดิม เพราะสถานการณ์ยังอึมครึมมาตลอด การอพยพครึ่งเดือนในตอนนั้น หลายคนขาดรายได้ แต่ยังมีรายจ่ายเหมือนเดิมโดยเฉพาะหนี้สิน”ทำให้ในห้วง 4 เดือนกว่าที่พักรบเป็นช่วงเวลาที่หลายครอบครัวกำลังฟื้นตัว แต่การสู้รบรอบใหม่ครั้งล่าสุดทำให้หลายครอบครัวต้องถอยไปตั้งหลักใหม่อีกครั้ง ซึ่งพวกเขาหวังว่าหลังเจรจายุติการสู้รบครั้งนี้ได้แล้ว..ในอนาคตจะไม่มีการสู้รบกันอีก “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”“อะไรอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้” ติดตามได้ในภารกิจ SEE TRUE ให้คุณเห็นความจริง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม