ทภ.2 เผยคลิปชัดกัมพูชาใช้เขาพระวิหารเป็นฐานทหาร-สะสมอาวุธ พบจรวดต่อสู้รถถังแบบที่ยึดได้ในพื้นที่เนิน 500 ส่วนอาคารบ่อนที่ช่องจอม พบหลักฐานสแกมเมอร์เพียบ ด้าน ทร.จับ 67 เขมร หนีความอดอยาก-ไร้งานในบ้านเกิด ยอมเสี่ยงชีวิตเข้าไทย ขณะเดียวกันเขมรปล่อย 162 คนไทยกลับประเทศ พบ 92 คน ออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย มี 6 คน เจอหมายจับติดตัว เขมรเตรียมส่งกลับอีก 75 คน รวมถึงที่โดนตม.เขมร จับที่ จ.สีหนุชายแดนไทย-กัมพูชายังไร้เสียงปืนและการปะทะใดๆข้ามปี เข้าสู่วันที่สามของปี 2569 โดยเมื่อวันที่ 3 ม.ค. กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงภาพและข้อมูลที่ทำให้เห็นว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พื้นที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร (ชายแดน จ.สุรินทร์) เป็นที่ตั้งทางทหาร พร้อมทั้งมีการวางกำลังและสะสมอาวุธในพื้นที่ดังกล่าว ท่ามกลางการติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิดคลิปดังกล่าว ยังนำเสนอภาพการเคลื่อนไหวของกำลังพล และสิ่งปลูกสร้าง พร้อมพบยุทโธปกรณ์บางส่วนในพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร อาทิ อาวุธ จรวดต่อสู้รถถังแบบเดียวกับที่ทหารไทยตรวจยึดได้ในพื้นที่เนิน 500 (ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี) ซึ่งเป็นหลักฐานสะท้อนการใช้พื้นที่เชิงยุทธศาสตร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร มากกว่าการเป็นพื้นที่โบราณสถานหรือการท่องเที่ยวตามที่ควรจะเป็น ขอย้ำว่าฝ่ายไทยยังสามารถควบคุมสถานการณ์ตามแนวชายแดนได้อย่างต่อเนื่อง และยังไม่พบสัญญาณของการยกระดับไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร ยังคงจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนต่อไปกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินหน้าปฏิบัติการขยายผลภายหลังการทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ เข้าตรวจค้นอาคารที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยอาคารดังกล่าว มีลักษณะเป็นโรงแรมและบ่อนกาสิโน ใช้เป็นศูนย์กลางดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ภายในอาคารประกอบด้วยตึกจำนวน 3 หลัง มีรูปแบบเหมือนกันทั้งหมด โดยชั้นที่ 1-5 ใช้เป็นที่พักของผู้ที่ทำงานในเครือข่ายสแกมเมอร์ ส่วนชั้นที่ 6 เป็นพื้นที่ทำงานส่วนรวม แบ่งย่อยเป็นห้องลักษณะคล้ายห้องเก็บเสียง และบางส่วนใช้เป็นที่พักของกลุ่มหัวหน้าควบคุมงาน โดยภายในแต่ละตึกมีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบตามประเทศเป้าหมายที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง ประมาณ 4-5 ประเทศต่อตึก ในห้องทำงานแต่ละโซนจะจัดสภาพแวดล้อมให้เสมือนประเทศนั้นจริง ทั้งโต๊ะทำงาน ตราสัญลักษณ์ รูปภาพ ธงชาติ เสื้อผ้า และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงนอกจากนี้ ยังตรวจยึดเอกสารคู่มือการทำงานจำนวนมาก ประกอบด้วยแนวทางปฏิบัติงาน สคริปต์การพูด เทคนิคดึงดูดความสนใจ แบบทดสอบความรู้ของผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงข้อมูลของเหยื่อที่ถูกหลอกลวง โดยเอกสารดังกล่าวกระจายอยู่ทุกโต๊ะทำงานภายในอาคาร สำหรับของกลางที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือกว่า 30 เครื่อง แท็บเล็ต ซิมการ์ดจำนวนมาก สมุดบันทึก แฟ้มเอกสารทางการเงิน บัตรประจำตัว บัตรเครดิต เครื่องสแกนบัตร NFC แบงก์ปลอม รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเอกสารอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดจะถูกส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปขยายผลเชื่อมโยงเครือข่ายในมิติอื่นต่อไป สำหรับของกลางที่ตรวจยึดได้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนโครงสร้างและกระบวนการทำงานของเครือ ข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและบ่อนทำลายความมั่นคงของหลายประเทศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการปราบปรามอย่างจริงจังและต่อเนื่องส่วนที่ ต.ด่าน อ.กาบเชิง ผู้นำชุมชนและชุด ชรบ.หมู่บ้านด่าน ต.ด่าน ตรวจสอบพื้นที่ต่างๆ พบร่องรอยจรวด BM-21 ตกในไร่มันสำปะหลังในพื้นที่อีก 1 ลูก ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วย EOD ได้เข้าตรวจสอบแล้ว พบว่าระเบิดทำงานไปแล้ว โดยในพื้นที่ ต.ด่าน พบร่องรอยระเบิดตกร่วม 10 ลูกวันเดียวกัน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 05.00 น.วันที่ 3 ม.ค.หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและตรวจคนเข้าเมือง จับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 67 ราย แบ่งเป็นชาย 35 ราย หญิง 25 ราย และเด็ก 7 ราย ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ขณะลักลอบเดินเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้การดูแลด้านมนุษยธรรมเบื้องต้นอย่างเหมาะสม ทั้งน้ำ อาหาร และการปฐมพยาบาล ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง เพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายและผลักดันกลับประเทศต้นทางต่อไปพล.ร.ต.ปารัชกล่าวว่า จากการสอบถามเบื้องต้น บุคคลที่ถูกจับกุมทั้งหมดเป็นชาวกัมพูชาที่ประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิต ขาดแคลนงานและรายได้ ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ จนต้องตัดสินใจเสี่ยงภัยลักลอบเดินเข้ามาในประเทศไทยเพื่อแสวงหางานทำเพื่อความอยู่รอด สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการภายในประเทศต้นทาง ที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากตกอยู่ในภาวะอดอยากและไร้ทางเลือก ทั้งนี้ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของสังคม และอาจถูกแสวงหาประโยชน์โดยขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ กองทัพเรือจึงมีความจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติด้วยความรอบคอบ มีมนุษยธรรม และเคารพหลักสิทธิมนุษยชนโฆษกกองทัพเรือระบุเพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อเวลา 10.30 น.กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดย น.อ.ปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับการกองกำลังเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี บูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อำนวยการการผ่านแดนให้แก่บุคคลสัญชาติไทย จำนวน 162 คน เดินทางกลับเข้าประเทศไทย ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ซึ่งบางส่วนเป็นผู้ที่ถูกทางการต่างประเทศเนรเทศกลับมาทั้งนี้ ที่ด่านชายแดนบ้านแหลม ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.เดินทางมารับคนไทยที่เข้าไปทำงานในกัมพูชา โดยมีหน่วยงานทหาร ตำรวจ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมรับ และคัดกรองตามระบบ รอง ผบ.ตร.เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันเดียวกัน ทางกัมพูชาได้ส่งคนไทย จำนวน 162 คน กลับไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้น 92 คน หลบหนีออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านระบบตรวจคนเข้าเมือง 6 คนมีคดีที่ออกหมายจับในเรื่องต่างๆ รวมถึงร่วมกันฆ่าผู้อื่น ส่วนที่เหลือจะได้กักตัวที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอโป่งน้ำร้อน เพื่อคัดกรองการกระทำผิดเนื่องจากทั้งหมดมาจากงานสแกมเมอร์ หากพบว่าเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงมีผู้เสียหายจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กัมพูชาได้ประสานงานส่งคนไทยกลับในรอบที่สองอีกประมาณ 75 คน และยังมีการประสานร้องขอผ่านสื่ออีก 4 คน ที่ถูกทาง ตม.กัมพูชา จับไว้ที่จังหวัดสีหนุ ซึ่ง พล.ต.ท.ธัชชัย ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและประสานงานเพื่อรับตัวคนไทยกลับต่อไปสำหรับบรรยากาศที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว หลังหยุดยิง และมีการสำรวจความเสียหายของพื้นที่ พบร่องรอยความเสียหายจากอาวุธสงคราม โดยบ้านของนางสาวพรรณทิวา มั่นคง อายุ 36 ปี ที่ถูกจรวด BM-21 ตกใส่ ส่งผลให้บ้านพังทั้งหลัง แรงระเบิดทำให้โครงสร้างบ้านเสียหายทั้งหมด ทั้งเสา คานไม้ หลังคา และตัวบ้านอยู่ในสภาพไม่สามารถ อยู่อาศัยได้ มีความเสี่ยงพังถล่มตลอดเวลา ซึ่งเจ้าของบ้านระบุว่า วิศวกรโยธาเข้ามาตรวจสอบ ยืนยันตรงกันว่าบ้านหลังนี้เสียหายร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่ปลอดภัย ต่อการอยู่อาศัย และได้รับแจ้งเบื้องต้นเกี่ยวกับเงินเยียวยาจากภาครัฐว่าจะได้รับไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินสูงสุดตามระเบียบ แต่เห็นว่ายังไม่เพียงพอแม้แต่ค่ารื้อถอนบ้านทั้งหลัง และไม่สามารถนำไปสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ได้ ทำให้ครอบครัวไม่เห็นทาง ออกในการกลับมามีบ้านเป็นของตนเองอีกครั้ง บ้านหลังนี้ไม่ได้สร้างขึ้นในวันเดียว แต่เป็นบ้านที่คนในครอบครัวช่วยกันสร้างมาตั้งแต่รุ่นตารุ่นยาย ค่อยๆ ต่อเติม เป็นศูนย์รวมของญาติพี่น้อง แต่วันนี้มันไม่เหลือสภาพของคำว่าบ้านเลยต่อมาเวลา 18.30 น. พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนและประชาคมระหว่างประเทศ กรณีข้อกล่าวหาที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ภายหลังการมีผลบังคับใช้ของข้อตกลงหยุดยิง โดยยืนยันว่าประเทศไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการรุกล้ำดินแดนอย่างสิ้นเชิง และประเทศอย่างหนักแน่นว่า 1.ประเทศไทยเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศ รวมถึงยึดหลักการไม่ใช้กำลังตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมที่ไทยและกัมพูชาเห็นชอบร่วมกันอย่างเคร่งครัด 2.ประเทศไทยปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน 3.ประเทศไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการเจรจาทวิภาคี โดยเฉพาะผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย—กัมพูชา (Joint Boundary Commission: JBC)อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่