16.59 น./6 พ.ค.2562ผมตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะต้องหาโอกาสไปร่วมพิธีบรมราชาภิเษก 2562 ด้วยตนเองไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่พิธีใดก็พิธีหนึ่ง ในฐานะพสกนิกรที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อประเทศไทยและปวงชนชาวไทยนับอเนกอนันต์แม้การดูจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจจะได้ความรู้สึก ได้อารมณ์อย่างลึกซึ้งจนตื้นตันใจหลายต่อหลายครั้งดังที่เขียนเล่าไว้แล้วก็ตามแต่ในฐานะคนที่พำนักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และบริเวณจัดงานตลอดจนพิธีต่างๆก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอะไรนัก ควรจะต้องฉวยโอกาสไปให้ได้สักครั้งหนึ่งปรากฏว่า โอกาสอันสำคัญก็มาถึงในวันสุดท้ายของงานพระราชพิธี คือวันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ จะเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ในเวลาประมาณ 16.30 น. ตามที่หมายกำหนดการแจ้งไว้ผมรีบเขียนต้นฉบับประจำวันจนแล้วเสร็จเมื่อเวลาประมาณบ่ายโมงเศษ พอจัดการส่งแฟกซ์เข้าโรงพิมพ์เรียบร้อย ก็ชวนภรรยาออกจากบ้านที่บางกะปิ มุ่งหน้าไป ถนนสนามไชย อันจะเป็นสถานที่เฝ้าฯรับเสด็จถวายพระพรชัยมงคลในทันทีเราไปจอดรถทิ้งไว้ที่ สยามเซ็นเตอร์ แล้วก็ขึ้นรถเมล์ต่อจากหน้าสยามไปลงแถวๆเจริญกรุง อันเป็นจุดที่สามารถจะเดินเท้าต่อไปได้ถึงจุดคัดกรองบริเวณ สะพานมอญ โดยไม่เหนื่อยมากนักณ จุดคัดกรองนั่นเอง ผู้คนในชุดสีเหลืองที่มาถึงก่อนเรา ยืนเข้าคิวยาวเหยียด แต่ครั้นเราไปต่อคิวกลับไม่ใช้เวลามากอย่างที่คิด เพราะมีช่องทางหลายช่อง เมื่อชูบัตรประชาชนให้เครื่องถ่ายอัตโนมัติสแกนไว้ และเดินผ่านช่องตรวจอาวุธไปแล้ว จะมีโต๊ะเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนหลายโต๊ะช่วยกันทำงานอย่างรวดเร็วได้หมายเลขและสติกเกอร์ติดหน้าอกในชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาทีผ่านจุดคัดกรองเข้าไปใน สวนสราญรมย์ อันร่มรื่น มีประชาชนนั่งรออยู่หลายพันคน เข้าใจว่าคงจะตัดสินใจชมพิธีการอยู่ในสวนนี้ผ่านทีวีจอยักษ์ที่ตั้งไว้หลายจุดเรา 2 คนเดินออกจากสวนสราญรมย์ลัดเลาะไปจนถึง ถนนสนามไชย ปรากฏว่า กลางถนนยังว่างอยู่ เข้าใจว่าเพราะประชาชนไม่แน่ใจว่าจะเปิดให้นั่งหรือยืนบนถนนหรือไม่ หรือมิฉะนั้นก็คงจะร้อนเพราะแดดเปรี้ยง ทำให้พื้นถนนร้อนฉ่าจนไม่มีใครกล้านั่งทำให้เกิดเป็นที่ว่างและส่งผลให้คนมาทีหลังอย่างเรา 2 คนเดินเข้าไปได้เรื่อยๆ จนแผล็บเดียวก็ไปเกือบถึงหน้าพระที่นั่งที่จะเสด็จออกณ สีหบัญชรโดยไม่รู้ตัวกว่าพี่น้องประชาชนที่ไปรออยู่ก่อนในบริเวณรอบๆหลายๆหมื่นคนจะรู้ว่ากลางถนนสนามไชยนี่แหละที่จะเป็นที่ยืนเฝ้าฯรับเสด็จ ก็เสร็จพวกผมที่ไปทีหลังเรียบร้อย และต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ป่าวประกาศว่ายืนได้นั่งได้ฝูงชนก็ทยอยเข้ามาจนเต็มพื้นที่ทุกตารางนิ้วในที่สุดเวลา 16.59 น. ก็มาถึงได้ยินเสียงวงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พวกเราทุกคนลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงครู่หนึ่งทั้ง 2 พระองค์ก็เสด็จออก ณ สีหบัญชรด้วยพระพักตร์ที่ทรงแย้มพระสรวลพลันเสียง “ทรงพระเจริญ” ก็ดังกระหึ่มขึ้นโดยมิได้นัดหมายระคนกับการโบกสะบัดธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติปลิวไสวผมและภรรยาและผู้คนในจุดที่ยืนอยู่...อยู่ห่างจากพระองค์ท่านประมาณ 30 เมตรเท่านั้นจึงสามารถเห็นพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ อย่างชัดเจนท่านนายกรัฐมนตรีก็ยืนกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลในนามของปวงชนชาวไทย ในจุดที่ไม่ไกลจากผมและภรรยามากนักผมคงไม่ต้องบันทึกอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะภาพที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นย่อมจะอยู่ในความทรงจำของท่านผู้อ่านทุกท่านอยู่แล้วขอบันทึกเพิ่มเติมอีกเพียงนิดเดียวว่า ในจุดเล็กๆของศีรษะมหาชนนับแสนศีรษะที่ท่านเห็นในภาพทางจอโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจขณะถ่ายทอดสดและในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับวันรุ่งขึ้นนั้นจะมี 2 จุด และ 2 ศีรษะ ที่เป็นของผมและภรรยาผมรวมอยู่ด้วย...และเป็น 2 จุด แห่งความภาคภูมิใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา 2 คน และตั้งใจจะตัดภาพนี้เก็บไว้เป็นที่ระลึกตลอดไปแม้จะไม่สามารถบอกได้เลยว่า ในจุดเล็กๆของคลื่นมหาชนคลื่นนั้น จุดไหนคือศีรษะหรือใบหน้าของเรา 2 คน."ซูม"