ในห้วงที่โลกยังอยู่ในสถานการณ์ผันผวนด้านเศรษฐกิจ การช่วงชิงพื้นที่ภูมิรัฐศาสตร์ จากสถานการณ์สงคราม สำหรับประเทศไทย นอกจากรัฐบาลจะมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน รับมือผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันแล้ว อีกมิติหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดังนั้นจึงเป็นสัญญาณที่ดี ในการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้เดินทางไปเยือนประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 8–9 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเป็นการนำคณะใหญ่ร่วมเดินทางไปด้วย ทั้งรัฐมนตรี ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพ นอกจากกระชับความสัมพันธ์ ครบ 50 ปี ไทย– เวียดนามยังมีเป้าหมายของความร่วมมือทุกด้าน โดยเฉพาะในเรื่องการค้าขาย การลงทุนระหว่างกัน รวมไปถึงในด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และหลายประเทศมหาอำนาจเริ่มหันไปให้ความสำคัญในความร่วมมือระดับคู่มิตรประเทศ หรือ ทวิภาคีมากขึ้นและหลังจากผู้นำของประเทศไทย ได้นำคณะหารือกับประธานาธิบดีเวียดนาม ที่เพิ่งเดินทางมาเยือนประเทศไทย รวมถึงนายกฯเวียดนาม โดยมีข้อสรุปความร่วมมือที่น่าสนใจ ทั้งด้านความมั่นคงการร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เสริมความมั่นคงทางทะเล และการมีบทบาทร่วมกันระดับภูมิภาคและเวทีโลกที่ต้องจับตาคือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่นายกฯนำคณะภาคเอกชนไปร่วม 30 ราย และมีข้อตกลงที่จะกระชับความร่วมมือ มีเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าการลงทุนของทั้ง 2 ประเทศที่ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจะยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และภาคการเงินการธนาคารโดยเฉพาะการร่วมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยนำศักยภาพมาผสานกันเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต ตามแนวคิด “เติบโตไปด้วยกัน” และร่วมเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ถือเป็นแนวทางที่มีการพูดถึงกันในเรื่องการกำหนดสถานะของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ถือเป็นคู่แข่งขันกันแทบทุกด้านในเวลานี้ฉะนั้น ต้องถือว่ารัฐบาลไทยเดินตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ คือ “เปลี่ยนคู่แข่ง เป็นคู่ค้า” เพราะทั้งไทย–เวียดนาม ต่างเป็นผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของโลก ทั้งภาคเกษตร รวมทั้งสินค้าอุตสาหกรรม หากมีความร่วมมือเหนียวแน่น ก็จะส่งผลดีต่อการเจรจาส่งออก การกำหนดราคาร่วมกัน ซึ่งถือเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม