ผมสงสัยคาใจมานาน คำ “ดอกกะทือ” ที่เด็กๆด่าๆกันในชุดเดียวกับดอกทอง...นั้น ใครเริ่มใช้ และใช้แล้วคนถูกด่าจะรู้สึกยังไง? เพราะกะทือนั้น เป็นพืชกินได้ รสชาติใกล้ ขิง ข่าที่จริง! กะทือก็มาตะเภาเดียวกับ “ดอกทอง” ซึ่งโดยศัพท์ไม่สื่ออะไร แต่สร้อยต่อช้างเยด...(ไม่ใส่ไม้ไต่คู้นะครับ ลดน้ำหนักหยาบได้แยะ) นั่นกระมัง ที่ลากเอาดอกทอง พลอยดูเลวร้ายไปด้วยมาเจอกุญแจไขเรื่องนี้ ในหนังสือ ศัพท์สรรพรรณนา (สถาพรบุ๊คส์ พิมพ์ พ.ศ.2565) ในศัพท์สรรเลขที่ 6 “ด่า”อาจารย์ปรัชญา ปานเกตุ อธิบายว่า ด่าคือการใช้ถ้อยคำว่าคนอื่นให้เสียหาย มักใช้คำหยาบ หรือคำที่มีความหมายส่อในทางไม่ดีด่าเป็นการแสดงออกทางวาจาแบบก้าวร้าว เกิดขึ้นเพราะผู้ด่ารู้สึกไม่พอใจ หรือโกรธ คนเราเมื่อโกรธหัวใจจะเต้นแรงและเร็ว เลือดฉีดร้อนทั่วตัว อารมณ์ที่รุนแรงขึ้นผลักดันให้แสดงพฤติกรรมตอบสนองทางกายวาจาสังคมไทยมีค่านิยมว่า อวัยวะเพศ กิจกรรมทางเพศ เป็นเรื่องปิดบังซ่อนเร้น การนำออกมาพูดตรงๆถือว่าหยาบ และกำหนดเป็นคำต้องห้าม เราจึงด่าทางตรงด้วยถ้อยคำที่บ่งความหมาย หรือความนัยทางเพศมากที่สุดรองลงมาคือนำชื่อสัตว์มาประกอบเป็นคำด่า เช่น ไอ้ปากหมา อีหน้าหนอน ไอ้ควาย ไอ้หน้าเหี้ย อีแรด ฯลฯพระไอยการลักษณะวิวาทด่าตี กล่าวถึงคำด่าในสังคมอยุธยา สืบเนื่องมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ดังนี้“มาตราหนึ่ง ด่าท่านว่า ไอ้อี่ขี้ตรุ ขี้เมา ขี้ขโมย ขี้ฉ้อขี้ฉกลัก ขี้ลวงคนขาย ขี้โซ่ ขี้ตรวน ขี้ขื่อคา ขี้ถอง ขี้ทุบ ขี้ตบ ขี้คุก ขี้เค้า ขี้ประจานคนเสีย ขี้ขายคนกินทังโคต ขี้ครอก ขี้ข้า ขี้ถ่อย อี่ดอกทอง อี่เยดซ้อนอักขราภิธานศรับท์ (ของหมอบรัดเลย์) เก็บคำด่าชายหญิงยุคต้นรัตนโกสินทร์ ที่ใช้ต่อเนื่องมาถึงต้นรัชกาลที่ 5 ไว้ดังตัวอย่างไอ้บ้า ไอ้ชาติข้า ไอ้ถ่อย ไอ้ระยำ ไอ้จังไร อีดอกทอง อีขี้ข้า อีร้อยซ้อน อีกาก อีโกง อีหน้าเกือก อีหน้าด้าน อีหน้าเปน อีเคอะ อีหน้าสด อีดอกกะทือ อีแดกแห้ง อีทิ้มขึ้น อีผีทะเล อีชาติชั่ว อีเปรต...”ฮ่า! เจอต้นตอแล้วปะไร ทั้งอีดอกทอง อีดอกกะทือ เขาด่ากันมานาน ถึงต้นรัชกาลที่ 5และคำด่าที่โดยความหมาย ไม่สื่อคำหยาบคาย เลวร้าย แต่เมื่อออกมาจากท่าทาง โกรธเกรี้ยว เสียงดังก็คงส่งเสริมอารมณ์ให้คนถูกด่า รู้สึกโกรธตอบด้วย พูดง่าย คนด่าคนถูกด่า คลื่นอารมณ์เดียวกันคำด่าด้วยสำนวนในวรรณคดี อาจารย์ปรัชญา ปานเกตุ ค้นคำด่าวิมาลา ของตะเภาแก้ว ตะเภาทอง ที่กระทบกระเทียบเรื่องกามกรีฑาของบทละครนอกเรื่องไกรทองกับชาละวัน ก็แสบคัน จนต้องร้อง อุแม่เจ้า!เอาผัวกูไปไว้ถึงเจ็ดคืน ยังไม่หายรวยรื่นหรือโฉมฉาย หรือว่าชาละวันที่อันตราย แยบคายไม่เหมือนเจ้าไกรทอง แต่ผัวกุมภีร์แล้วมิหนำ ยังแถมซ้ำมนุษย์เข้าเป็นสอง...อีดอกทอง หมายถึงหญิงใจง่ายในทางประเวณี ตัวอย่างจากนิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีน...“อีดอกทองราวทองธรรมชาติ พิศวาสมิได้เว้นวันสม...”อีแม่ค้าปลา ตัวอย่างจากบทละครนอกเรื่องไกรทอง...เจ้าคารี้ สีคารมไม่สมหน้า เหมือนอีแม่ค้าปลาที่หัวถนน(นี่เป็นคำด่าต้นรัชกาลที่ 5 แม่ค้าปลาเป็นอาชีพหญิงชั้นต่ำน่ารังเกียจ...มาสมัยนี้แม่ค้าปลารวยระดับไฮโซ นับหน้าถือตัวกัน ครึ่งเมืองก็มีถมไป)อาจารย์ปรัชญา ปานเกตุ จบเรื่องนี้ว่า ด้วยเหตุที่วรรณคดีเป็นเครื่องบันทึกชีวิตมนุษย์ เพราะมีถ้อยคำเป็นวัสดุ และมีความคิดเป็นเนื้อเรื่องพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งดีชั่ว สุขทุกข์ และวิถีชีวิตในแง่มุมต่างๆ ล้วนแสดงไว้ในวรรณคดีทั้งสิ้น.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม