“ผมเคยบอกว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตไม่มีอยู่จริง แต่หนักกว่านั้นคือโทษประหารชีวิตก็ไม่มีอยู่จริงเช่นเดียวกัน ...เมื่อกระบวนการยุติธรรมมิได้จบอยู่แค่ชั้นศาลแต่ราชทัณฑ์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลนักโทษตามคำสั่งพิพากษาของศาล มีกฎระเบียบมากมายที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้กระทำความผิด”หากกรณีราชายาเสพติดของโลก ที่ถูกพิพากษาตัดสินประหารชีวิต แต่เอาจริงๆติดคุกเพียงแค่ 8 ปี ก็ออกมาเฉิดฉายใช้เงินเป็นหมื่นล้านได้อย่างสบายใจเฉิบ ต่อจากนี้นักค้ายาเสพติด ไม่ว่าจะรายใหญ่รายย่อยก็คงจะไม่เกรงกลัวกฎหมาย “ยาเสพติดก็คงจะเต็มบ้านเต็มเมือง” แล้วลูกหลานเราจะอยู่ยังไง ปัญหานี้ควรถามใครดีครับอาจารย์ช้าง มือปราบคอลเซ็นเตอร์ ตั้งปุจฉาข้างต้นทั้งหมดนี้ ผ่านสื่อโซเชียล (18 ส.ค.69)หลายคนคงเคยได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมว่า “จำคุกตลอดชีวิตไม่มีอยู่จริง” แต่ถ้าผมบอกว่า มีคดีที่ศาลพิพากษาจำคุกเป็น “แสนปี” แต่ผู้กระทำผิดใช้เวลาในเรือนจำจริงเพียงแค่ไม่ถึง 8 ปีล่ะครับ?กรณีศึกษาที่คลาสสิกและสะเทือนวงการที่สุด คงหนีไม่พ้นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจระดับตำนานอย่าง “คดีแชร์แม่ชม้อย” (พ.ศ.2520-2528) คดีนี้ศาลพิพากษาจำคุกสูงถึง 154,005 ปี ตามจำนวนกระทงความผิดที่หลอกลวงประชาชน แต่ในท้ายที่สุด ผู้ก่อเหตุได้รับการลดโทษและจำคุกจริงเพียง 7 ปี 11 เดือนเท่านั้น... คำถามที่ตามมาและค้างคาใจสังคมคือ “ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน?” ทำไมบทลงโทษตามกฎหมายกับความเป็นจริงถึงสวนทางกันขนาดนี้?ในมุมมองทางนิติศาสตร์และอาชญาวิทยา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ศาลตัดสินเบาไปครับ เพราะศาลได้พิพากษาลงโทษทุกกระทงความผิดอย่างเด็ดขาดแล้ว แต่รอยรั่วของกระบวนการยุติธรรมในเรื่องนี้มาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ เพดานโทษจำคุกสูงสุดตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายไทยได้มีการจำกัดเพดานโทษจำคุกรวมสูงสุดไว้ต่อให้ศาลจะพิพากษาเรียงกระทงรวมกันเป็นหมื่นเป็นแสนปี เมื่อถึงเวลาจำคุกจริง กฎหมายก็บังคับให้ขังได้ไม่เกินเพดานสูงสุดที่กำหนดไว้ระบบการลดโทษที่เหมาเข่ง (อันนี้สำคัญมากๆ) เมื่อผู้ต้องขังเข้าสู่เรือนจำ นักโทษจะเข้าสู่กลไกการเลื่อนชั้น (ชั้นดี ชั้นเยี่ยม) และได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษในวาระต่างๆ ตามระบบราชทัณฑ์ปัญหาคือระบบนี้มักถูกนำมาใช้กับอาชญากรเกือบทุกประเภท โดยไม่ได้แยกแยะอย่างรัดกุมว่าอาชญากรรมคอปกขาว (White-collar crime) ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและประชาชนนับหมื่นคนหรือ...ผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ทำลายอนาคตของคนไทยกี่หมื่นกี่แสน ควรได้รับสิทธิพิเศษในการลดโทษที่รวดเร็วเหมือนกับคดีทั่วไปหรือไม่...สิ่งเหล่านี้สร้างช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง “ความยุติธรรมที่แท้จริงในความรู้สึกของประชาชน” กับ “ความยุติธรรมตามตัวบทกฎหมาย”คำถามสำคัญตามมา...ควรแก้ไขอย่างไร?อาจารย์ช้าง มือปราบคอลเซ็นเตอร์ มองว่า หากเราไม่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมเป็นเพียง “เสือกระดาษ” สำหรับอาชญากรคอปกขาว ผมขอเสนอแนวทางแก้ไขที่ควรผลักดันอย่างจริงจัง ดังนี้รื้อเกณฑ์เพดานโทษใหม่ สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน หรืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบระดับชาติ คดียาเสพติด อาชญากรรมที่มีความโหดเหี้ยมอำมหิต ควรมีการพิจารณาขยายเพดานโทษจำคุกสูงสุดหรือกำหนดเงื่อนไข “การจำคุกขั้นต่ำที่ต้องรับจริง” โดยห้ามลดโทษก่อนถึงกำหนดเวลาปรับโครงสร้างการลดโทษของราชทัณฑ์ การเลื่อนชั้นนักโทษและการขอพระราชทานอภัยโทษ ควรแยกกลุ่ม “อาชญากรทางเศรษฐกิจร้ายแรง” ออกจากเกณฑ์ปกติ ผู้กระทำผิดในคดีที่สร้างความเสียหายต่อมวลชนมหาศาล จะต้องถูกประเมินพฤติกรรมและการสำนึกผิดอย่างเข้มงวดกว่าเดิม ไม่ใช่ใช้แค่เกณฑ์ความประพฤติเรียบร้อยในเรือนจำมาเป็นตัวชี้วัด“เน้นการติดตามยึดทรัพย์เชิงรุก...โทษจำคุกที่ยาวนานอาจไม่เจ็บปวดเท่าการถูกยึดทรัพย์จนหมดตัว”กฎหมายต้องเพิ่ม “อำนาจ” และ “ประสิทธิภาพ” ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการติดตามยึดทรัพย์สินที่ถูกยักย้ายถ่ายเทไป เพื่อนำมาเฉลี่ยคืนให้ผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมที่สุดคดีแม่ชม้อยผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่รูปแบบการหลอกลวงก็ยังคงวนเวียนเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆหากโครงสร้างทางกฎหมายและการบังคับใช้ยังไม่อุดช่องโหว่เหล่านี้...อาชญากรหน้าใหม่ก็พร้อมที่จะเสี่ยงกระทำผิด เพราะพวกเขามองว่า “ผลตอบแทนที่ได้...มันคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปในคุก”ทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับบทลงโทษในคดีฉ้อโกงของบ้านเราบ้างครับ? แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับบทสรุปตอกย้ำ...บทลงโทษที่ “รุนแรง” และ “เด็ดขาด” ไม่ได้มีไว้เพื่อการแก้แค้นทดแทน แต่มีไว้เพื่อปกป้องสังคมไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากกฎหมายยังคงเปิดช่องให้คำว่า “ตลอดชีวิต” เป็นเพียงแค่ตัวเลขสมมติ วันหนึ่งความศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมก็อาจพังทลายลง หรือไม่?...จนไม่เหลืออะไรให้ “ประชาชน” ได้ “ยึดเหนี่ยว” อีกต่อไปหรือเปล่า?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม