ยุบสภาฯมากกว่า คงไม่ลาออก นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พลิกมุมคิดถึงจังหวะการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 ส.ค. โดยตลอด 4 เดือนในสมัยประชุม ฝ่ายค้านกำลังเผาหัวขู่ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151โดยเฉพาะมีโอกาสบรรจุปมเขากระโดง คดีฮั้วเลือก สว. เพื่อลากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องขึ้นเขียงด้วย ตามท้องเรื่องพรรคเพื่อไทย (พท.) เคยโหวตไม่ไว้วางใจ รมต.ที่รับผิดชอบคดีเขากระโดงมาแล้วที่สำคัญยุครัฐบาลเพื่อไทยเคยเร่งฟันขบวนการฮั้ว สว. ทุกฝ่ายจับตาพรรค พท.กล้า “ทรยศต่อประวัติศาสตร์” โดยถอนตัวออกจากรัฐบาลหรือโหวตไม่ไว้วางใจ รมต.ที่รับผิดชอบ 2 ประเด็นร้อนขณะเดียวกันยังมีประเด็นร้อนที่มีผลกระทบต่อรัฐบาลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง สส. คดีฮั้วเลือก สว.ที่ กกต.ต้องชี้ขาดปลายเดือน ส.ค.หรือต้นเดือน ก.ย.ว่าจะส่งศาลฎีกาหรือไม่ รวมถึงคดีโกงสอบเข้าท้องถิ่นที่กำลังตัดตอนไม่ถึงปลาตัวใหญ่ นายสมชัย แย้มให้เห็นถึงแนวทางที่น่าจะเกิดขึ้น แต่ก่อนถึงจังหวะดังกล่าว ขอดูท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล (พรรคภูมิใจไทย พรรค พท.ที่มีรัฐมนตรีนั่งใน ครม.) ยังล่มหัวจมท้ายต่อหรือไม่ อยู่ในเรือลำเดียวกันต่อหรือกระโดดหนีออกจากเรือที่กำลังจะล่มทุกพรรคมีสิทธิ์กระโดดหนีหมดขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ว่าเรือยังแล่นต่อไปได้หรือไม่ เช่น ฮั้วเลือก สว. ลามไปถึงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลามไปถึงรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาล ลามไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรค ภท. หรือไม่ ถ้าลามไปถึง หรือประชาชนมีอารมณ์ความรู้สึกรับไม่ได้แล้ว“ถ้า กกต.ส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ไปให้ศาลฎีกาก็อาจลามไปถึง แต่ถ้าไม่ส่งมันก็ทำให้คนในสังคมอารมณ์มีอุณหภูมิที่สูงขึ้น และรับไม่ได้กับรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินพรรคการเมืองย่อมรู้ร้อนรู้หนาว ประเมินสถานการณ์วันต่อวัน วันนี้ยังร่วม วันหน้าก็ไม่ร่วมได้ เมื่อใดที่ไม่เข้าร่วม การซักฟอกเป็นจังหวะตัดสินใจ เช่น จะโหวตหนุนรัฐบาลไปต่อหรือไม่กรณีมีสัญญาณออกมาว่าไม่สนับสนุน รู้ว่าถ้าปล่อยให้ที่ประชุมสภาฯลงมติจะแพ้ อาจเกิดสภาวะชิงยุบสภาฯ”หลังยุบสภาฯต้องดูพรรค ภท.เป็นกลุ่มก้อนเหมือนเดิมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าอยู่แล้วได้เปรียบหรือเสียเปรียบ นักการเมืองไม่มีใครจงรักภักดีต่อใครหรอก โดยเฉพาะบ้านใหญ่ต่างๆในพรรค ภท.มีสภาพเดียวกัน คืออยู่เมื่อมีประโยชน์อยู่ต่อไปเดือดร้อนก็พร้อมกระโดดหนี เช่น กลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดิมอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติก่อนย้ายมาพรรค ภท. วันหน้าเรือใกล้ล่มก็หนีไปอยู่ที่อื่นฉะนั้นการเมืองยังเป็นภาพของนักการเมืองกลุ่มต่างๆ พร้อมตัดสินใจเฉพาะหน้าในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรายวันทั้งสิ้น บอกไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทู่ซี้กันไปก็อยู่กันไป อยู่ไม่ไหวก็พร้อมกระโดดหนีออกจากเรือที่กำลังล่ม แต่หลายคนพูดแรงกว่านี้ โดยเปรียบเปรยว่า “เห็บกระโดดออกจากหมา”มรสุมลูกไหนที่ร้ายแรงที่สุด หรือมรสุมแต่ละลูกสะสมทำให้รัฐบาลเสื่อมศรัทธาลงไปเรื่อยๆ นายสมชัย บอกว่า ขณะนี้คดีฮั้ว สว.เป็นเรื่องที่แรงที่สุด เพราะมีหลักฐานประจักษ์ชัดมากพอสมควร ไปเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองสมมติ กกต.ส่งศาลฎีกา มันไปไกลถึงขั้นยุบพรรคเนื่องจากการเลือก สว. ห้ามทั้ง สส. กรรมการบริหารพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำการสนับสนุน แต่ปรากฏหลักฐานว่า มีคนจำนวนมากเข้าไปเกี่ยวข้อง ขอย้ำว่ากรณีนี้จะเป็นสถานการณ์ที่แรงที่สุดส่วนคดีโกงสอบท้องถิ่นยังไปไม่ถึงนักการเมือง แม้พยายามเชื่อมขึ้นไป แต่ยังไกล เรื่องอื่นๆก็ยังไม่ระแคะระคายมากนัก ถึงขนาดไปสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเช่น แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-สังคม แก้ปัญหาปากท้อง รัฐบาลยังมีของออกมาหลอกล่อประชาชนอยู่เรื่อยๆ โครงการไทยช่วยไทยพลัส อาจมีเวอร์ชันถัดไป เป็นต้น ตอนนี้ยังมีไทยแลนด์พาสปอร์ตมองคดีโกงสอบท้องถิ่น คดีฮั้ว สว. คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง สส. อย่างไรที่คลายเป็นขบวนการเดียวกัน นายสมชัย บอกว่ามันเชื่อมโยงกัน แต่มีระดับที่แตกต่างกันโดยโกงสอบเป็นการหาประโยชน์จากการสอบท้องถิ่น อาจมีข้าราชการร่วมมือกับการเมือง ทำให้เกิดขบวนการโกงระดับชาติขึ้นมา เป็นเรื่องของการทำมาหากิน เดิมอาจเคยทำจนย่ามใจ จึงเห็นหัวคะแนนนักการเมืองท้องถิ่นเป็นตัวกลางหรือนายหน้ารับเงินส่งมาส่วนกลาง เพื่อให้มีรายชื่อสอบติดขณะที่ขบวนการฮั้ว สว.เป็นความพยายามเข้าไปมีอำนาจทางการเมือง ปรารถนายึดวุฒิสภาที่เป็นกลไกสำคัญ เพื่อช่วยทำให้ได้มาซึ่งกรรมการองค์กรอิสระ ทำให้รัฐบาลเกิดความมั่นคง ประเด็นนี้รุนแรงมากกว่า เพราะใช้กลไกการเมืองเข้าไปแทรกแซงการได้มาซึ่งวุฒิสภาส่วนคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง สส.เป็นความบกพร่องในการออกแบบการเลือกตั้งที่ไปใส่บาร์โค้ด สุ่มเสี่ยงรู้ความลับลงคะแนนว่าลงคะแนนให้ใคร จะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต หากมีผลในเชิงไม่ถูกต้อง อาจเกิดเสียหายบางส่วนเฉพาะบัตรเลือก สส. บัญชีรายชื่อ อาจเลือกตั้งใหม่ในส่วนนี้ ทำให้ สส.ฝ่ายรัฐบาลไม่เปลี่ยนแปลงมากนักมันไม่ได้ทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงรัฐบาลคดีฮั้ว สว.ที่ภาคประชาชน ฝ่ายค้าน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทยอยเปิดหลักฐานมัดตัวผู้บงการ หลักฐานที่เปิดมามัดตัวคนทำผิดได้อย่างไร (ในคดีฮั้ว สว. 229 คน) นายสมชัย บอกว่า ผมพยายามไปฟังทุกเวทีว่าเสนอหลักฐานต่างๆอย่างไรบ้างบางชิ้นมีน้ำหนักมาก บางชิ้นไม่มีน้ำหนัก เรื่องที่หนักมากๆ ทั้งหลาย กกต.ต้องส่งศาลฎีกา ส่วนเรื่องที่น้ำหนักยังน้อยหรือไม่มีน้ำหนัก ถ้า กกต.ไม่ส่งก็ไม่ติดใจโดยหลัก 229 คน กกต.ส่งน้อยกว่า 100 คนไม่ได้100 คนขึ้นก็มีปัญหาแล้ว สมมติว่าไม่ส่งศาลฎีกาเป็นร้อยเหมือนกัน ภาวนาให้ กกต.ดูละเอียดจริงๆว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นปัญหา หลักฐานไปไม่ถึงจึงปล่อย แบบนี้ไม่มีใครว่าแต่แค่ 1 รายเท่านั้นที่มีหลักฐานสมควรส่ง มีทั้งเส้นทางการเงิน หลักฐานการไปที่พัก มีการจ่ายเงินแทน หรือสัญญาว่าจะให้ต่างๆ ชัดเจน แล้ว กกต.ไม่ดำเนินการก็พินาศ กกต.จะถูกดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเครือข่ายที่เป็น สว. ใน 229 คนคงเครียดอย่างหนัก ขณะที่ระบอบสีน้ำเงินศรัทธาตกต่ำลง สถานการณ์การเมืองแบบนี้สะท้อนปัญหาอย่างไร นายสมชัย บอกว่า ประชาชนรู้สึกว่ากลไกต่างๆถูกออกแบบมา ไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองในประเทศได้จริง“ทั้งออกแบบรัฐสภาให้มี สส.-สว. แต่ไม่ได้ สส.ที่มาจากการเลือกตั้งที่สุจริตอย่างแท้จริง ไม่ได้ สว.ที่เป็นกลางทางการเมือง มีความหลากหลายในกลุ่มอาชีพ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระอย่างแท้จริง ประชาชนไม่เชื่อถือ ไม่ศรัทธาองค์กรอิสระทั้งหลาย เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ตรงตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย”ต้องนำไปสู่การออกแบบกลไกเหล่านี้ใหม่ แต่ขณะนี้กระบวนการออกแบบถูกดึงให้ล่าช้า แม้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบประชามติจัดทำ “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นหน้าตาจะเริ่มกันอย่างไรโดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดประตูให้มีกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่เห็นมีใครเสนอเป็นเรื่องเป็นราว รวมถึงรัฐบาลเองด้วย เหมือนกับว่าปัญหาไม่ได้แก้ไขและยังไม่มีจุดเริ่มต้น สิ่งที่เป็นห่วงถ้าประชาชนรู้สึกว่ามันพึ่งไม่ได้ ประชาชนอาจสนับสนุนแนวทางแก้ไขผ่านการเมืองนอกระบบ แบบนี้เป็นอันตรายมากขอให้กำลังใจประชาชนต่อสู้ภายใต้ระบบนี้ต่อไปอย่าไปคิดเดินขบวนบนท้องถนน เพื่อล้มรัฐบาล.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม