เด็กที่โตจากปากอ่าวแม่กลองน้ำกร่อย...รู้จักชื่อจิ้งหรีด เคยได้ยินเสียงจิ้งหรีด แต่ไม่เคยเล่น ไม่เคยจับตัวเป็นๆสักครั้ง จนได้ดูหนังฝรั่ง จักรพรรดิองค์สุดท้าย หนังทิ้งมุกอดีตฮ่องเต้ปูยี ซ่อนกล่องจิ้งหรีดไว้ใต้บัลลังก์ ไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กชีวิตพลิกผันถูกลูกน้องเหมาเจ๋อตงจับเข้าโรงเรียนเปลี่ยนนิสัย จบหลักสูตรผูกเชือกรองเท้าเป็น วันเป็นชาวบ้านไปเที่ยวชมพระราชวัง...ซุกมือเข้าไปหยิบกล่องจิ้งหรีด...(กล่องนั้น?) คาใจ สามสิบผ่านไป จิ้งหรีดยังมีชีวิตอยู่ผมก็เพิ่งมารู้ จิ้งหรีดมีประวัติชีวิตพิสดารแค่ไหน? เมื่ออ่าน “สัตวนิยาย” (บำรุงสาส์นพิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2541)ส.พลายน้อยเล่าว่า ชาวจีนหลงใหลจิ้งหรีดกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์สุย หกร้อยปีที่แล้ว มีผู้เขียนตำราเรื่องจิ้งหรีด น่าจะเป็นเล่มแรก ในโลกเอาไว้ บอกวิธีเลี้ยงจิ้งหรีดไว้กัดกันต้องใช้อาหารพิเศษ ด้วยเมล็ดบัวและยุง ก่อนเข้าสังเวียนต่อสู้ก็ต้องหายาบำรุงกำลังที่สกัดจากรากไม้ดอกชนิดหนึ่งส่วนอาหารธรรมดาที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีดไว้ฟังเสียง ก็มีพวกแตง ถั่ว น้ำผึ้ง และ ฯลฯกีฬากัดจิ้งหรีดของจีนโบราณถือกันเป็นกีฬาระดับชาติ จิ้งหรีดตัวชนะระดับแชมเปียน ราคาแพงกว่าม้าพันธุ์ดี วงการกัดจิ้งหรีดรู้ดี จิ้งหรีดพันธุ์ดุ...ที่สุดต้องมาจากมณฑลกวางตุ้งทั้งนักเล่นจิ้งหรีดก็เชื่อกันว่าจิ้งหรีดตัวเก่งๆนั้นเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ในอดีตกลับชาติมาเกิดจิ้งหรีดตัวมีเกียรติประวัติดัง กัดชนะมาหลายครั้ง ตอนตายจะได้รับเกียรติบรรจุในหีบเงินใบเล็กๆ เสร็จพิธีฝัง ผู้ร่วมพิธีต่างมีความเชื่อเหมือนกัน มันจะได้กลับมาเกิดเป็นจิ้งหรีดตัวเก่งอีกในช่วงเวลาที่คลั่งกีฬากัดจิ้งหรีด มีเรื่องเล่าขานที่เชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่นิทาน ขุนนางผู้ใหญ่ผู้หนึ่งเอาม้าพันธุ์แลกจิ้งหรีดตัวเก่งไว้ โดยมีเป้าหมายจะนำไปถวายพระเจ้าแผ่นดินได้จิ้งหรีดตัวเก่งมาแล้ว ใส่กล่องประคองกลับบ้าน แต่เผลอ...ไม่ทันออกปากบอกเมียให้ดูแลให้ดี ตอนเขาออกไปนอกบ้าน เมียเดินเข้ามาเปิดกล่องดู เคราะห์ร้าย จิ้งหรีดกระโดดหนีไปถูกไก่จิกกินต่อหน้าต่อตาเมียขุนนางรู้ความสำคัญจิ้งหรีดตัวนี้ เธอเสียใจ ตัดสินใจผูกคอตาย ผัวกลับมารู้เรื่องจิ้งหรีดถูกไก่จิกกิน ทั้งเมียผูกคอตาย เสียใจมาก ฆ่าตัวตายตามเมียไปอีกคนนอกจากผู้ชายนิยมเลี้ยงจิ้งหรีดไว้กัดกันแล้ว ชาวจีนโบราณส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง นิยมเลี้ยงจิ้งหรีดไว้ฟังเสียงสาวๆชาววังจับจิ้งหรีดใส่กล่องทองเล็กๆไปวางข้างหมอน นอนฟังเสียงจิ้งหรีดร้องจนหลับ ชาวเมืองต่อเนื่องไปถึงชาวบ้านก็เอาอย่าง ไม่มีสตางค์ทำกรงทองก็ทำกรงไม้ไผ่หลายคนออกแบบกล่องคาดติดเข็มขัดเพื่อให้ไปไหนมาไหนได้สะดวก ต้องการฟังเสียงร้องจิ้งหรีดตลอดวันเด็กๆที่ชอบเล่นจิ้งหรีดก็มักเอาจิ้งหรีดเข้าไปนอนด้วยไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ชายหญิง ก็ต้องเรียนรู้วิชาพื้นฐาน คือวิชาปั่นหัวจิ้งหรีด ซึ่งมีสามวิธีวิธีแรก โยนมันลงฝ่ามือขึ้นๆลงๆ วิธีที่สอง ใช้ต้นหญ้าแหย่ที่หัว และวิธีที่สาม จับหนวดจิ้งหรีดแกว่งไปมาแต่ทั้งสามวิธี คนจีนนิยมวิธีที่สอง ใช้ต้นหญ้าแหย่หัวมากกว่า เพราะจิ้งหรีดไม่ช้ำ จึงต้องหาอุปกรณ์ให้ประณีตมากขึ้น เช่น ใช้หนวดหนู หรือหนวดกระต่าย ติดปลายต้นหญ้า หรือติดปลายกระดูกสัตว์ยาวๆอุปกรณ์เหล่านี้ใช้แหย่แล้ว ผลก็คือจิ้งหรีดออกฤทธิ์ มีแรงกัดคู่ต่อสู้เพิ่มขึ้นมาถึงวันนี้ กีฬาปั่นจิ้งหรีดกัดกัน...ไม่มีอีกแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าโอลิมปิกคิดจะรื้อฟื้นขึ้นมาแข่งกันอีก วิชาปั่นหัวจิ้งหรีด ที่ว่ามนุษย์สามัญ มนุษย์การเมือง ไม่ว่าชาติไหนๆก็ยังแอบใช้กันอยู่บ้านเมืองใกล้ๆ ผมได้ยินข่าวท่านผู้นำกำลังโกรธสื่อ หาว่าปั้นเรื่องปั่นหัวพวกท่านให้ทะเลาะกันเองโธ่! ถัง ทั้งบ้านเมือง ชาวบ้านเขาก็รู้กันทั้งนั้น สามท่านรักกันจริงๆ.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม