“บิ๊กอรรถ” เปิดคลิปโชว์สื่อ ยันชุดสืบภาค 8 ไม่ได้อุ้มรีดพยานคดีสินบนทองคำแท่ง แม้คุมตัวสอบนาน 13 ชั่วโมงชี้เป็นความสมัครใจเจ้าตัว ด้าน “บิ๊กเต่า” เผยถึงคลิปเสียงลับพาดพิง “บิ๊กโจ๊ก” จ่ายส่วยเดือนละแสน ดูแลบิ๊ก ป.ป.ช. หากพบผิดตั้งเป็นคดีใหม่เหตุต่างกรรมต่างวาระ ขณะเดียวกันชุดคลี่คลายคดีได้พยานปากเอก มัด “บิ๊กโจ๊ก” แฉยับรวมหัวเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.และเซียนพระดัง จัดฉากโชว์เงินสด 70 ล้านบาท แต่งบัญชีชี้แจงทรัพย์สินเท็จโดยเฉพาะปืนกว่าร้อยกระบอกว่ามาจากการซื้อขายพระ จ่อรื้อคดีใหม่หลังถูกดองนานหลายปีจากข่าวฉาววงการสีกากีที่กลายเป็นมหากาพย์ เมื่อ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร. ออกมาเปิดโปงพฤติกรรมนายเก่าและพวก รวม 6 คน ที่ติดสินบนวิ่งเต้นนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ให้ช่วยเหลือคดีพัวพันเว็บพนันออนไลน์ ที่อยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. ด้วยทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ตามที่นำเสนอไปนั้นล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 ม.ค. ที่ ตร. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองโฆษก ตร. แถลงความคืบหน้าคดีสินบนทองคำแท่ง 246 บาท มูลค่ากว่า 10 ล้านบาทว่า ได้เชิญ พ.ต.อ.นิติกรณ์ ระวัง ผกก. สส.2 บก.สส.ภ.8 ผู้เกี่ยวข้องตรวจค้นบ้านนายสุรสิทธิ์ แพเกิด บอดี้การ์ดประจำตัวกรรมการ ป.ป.ช. และเป็นผู้รับทองคำแท่งจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ซึ่งนั่งมาในรถประจำตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 ก.ย.67 พยานคนดังกล่าวยอมรับว่าไปจุดส่งมอบทองคำจริงแต่เป็นเพียงผู้รับคำสั่งเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้พยานรายดังกล่าวได้แจ้งความกลับชุดสืบสวนว่าเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ถูกบังคับสอบปากคำและคุมตัวไว้ที่ สภ.ท่าฉางกว่า 13 ชั่วโมง พร้อมนำหลักฐานจากคลิปเปิดเผยสื่อมวลชน ความยาว 3 นาที โดย พล.ต.ท.ไตรรงค์ระบุว่าความยาวคลิปเต็มกว่า 3 ชั่วโมงหลังจบคลิป พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า การสอบปากคำที่เกิดขึ้น ชุดสืบสวนทำตามขั้นตอนปฏิบัติ ตร. อีกทั้งพยานสมัครใจไปสถานีตำรวจกับเจ้าหน้าที่ อ้างว่าขับรถไม่เป็น ในที่เกิดเหตุยังมีหญิงคนสนิทอยู่ด้วยไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ยืนยันได้ว่าการแสดงออกวันนั้นทั้งภาษากายและคำพูดของชุดสืบสวนไม่ได้บังคับหรือข่มขู่ การสอบปากคำนายสุรสิทธิ์ในสถานีตำรวจ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันที่ 25 ธ.ค.68—07.00 น. วันที่ 26 ธ.ค.68 พยานไม่ได้ถูกบังคับมา หรือกดดันให้อยู่เพียงคนเดียว อีกทั้งมีผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐาน 8 อยู่ด้วย ส่วนข้อมูลที่นายสุรสิทธิ์ ให้กับเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง หลังสอบปากคำเสร็จให้นายสุรสิทธิ์บันทึกคำให้การยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ด้าน พ.ต.อ.นิติกรณ์ ระวัง ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.8 กล่าวว่า วันที่ตรวจค้นเดินทางไปด้วยรถยนต์ 2 คัน รวมเจ้าหน้าที่ 7 คน เพื่อเชิญตัวพยานมาที่สถานีตำรวจ สีหน้าแววตานายสุรสิทธิ์ ผ่อนคลายบางช่วงมีการหยอกล้อกัน สุดท้ายแล้วไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาพล.ต.ท.ไตรรงค์ยังกล่าวถึงกรณีที่วันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.) ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ตามลำดับ กรณีที่มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนโดยมิชอบว่า ไม่ใช่การเร่งเกมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแข่งกับเวลาที่ศาลปกครองจะตัดสิน เพราะคดีสินบนทองคำ ไม่ใช่คดีที่ตำรวจสืบสวนทราบข้อมูลเอง แต่เริ่มจากมีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ อีกทั้งมีกระแสโซเชียลว่า อดีต รอง ผบ.ตร.จะได้กลับมาเป็นตำรวจอีกครั้ง จึงสร้างความสับสนต่อประชาชนพล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า อยากชี้แจงว่ากรณีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน จากนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อ ก.พ.ค.ตร. โต้แย้งว่าคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมามติ ก.พ.ค.ตร.ยกอุทธรณ์ ให้เหตุผลว่าคำสั่ง ผบ.ตร.ชอบด้วยกฎหมายแล้ว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยื่นฟ้องศาลปกครองสูงสุด จะมีการอ่านคำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งไล่ออก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ คำสั่งถือว่ามีผลแล้ว ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์นำคำสั่งดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา สำหรับคำพิพากษาวันพรุ่งนี้ไม่ว่าผลจะเป็นคุณหรือโทษ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์จะยังไม่ทำให้ได้กลับมารับราชการตำรวจ เพราะต้องรอผลพิจารณาคำสั่งไล่ออกจากราชการตำรวจวันเดียวกัน ที่ บช.ก. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวว่า สำหรับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 คน ขณะนี้แจ้งข้อหาแล้ว 2 คน คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และนายสมบัติ ธรธรรม ส่วนที่เหลือมีการสอบปากคำไปเบื้องต้นแล้ว เช่น นายสุรสิทธิ์ และอยู่ระหว่างการรวบรวมว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ ส่วนที่เหลือตำรวจได้เรียกให้เข้ามาพบ แต่ยังไม่มีใครเข้ามา ทั้งนายสรพงษ์ วงศ์สุวรรณ ผู้จัดซื้อทองคำ นายสุรสิทธิ์ แพเกิด บอดี้การ์ดประจำตัว กก.ป.ป.ช. ส่วนนายสามารถ กอนแก้ว หรือเอ็ดเวิร์ด คนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทราบว่า ยังอยู่เมืองนอก ขณะที่ นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ได้ออกหมายเรียก เพราะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันได้เรียกพยานบุคคลสำคัญเพิ่มเติมอีกหลายปาก ล้วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนกรณีที่ปรากฏข้อมูลในคลิปเสียงลับที่มีการพูดพาดพิงลักษณะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้เงินรายเดือนดูแล นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. เดือนละ 1 แสนบาท อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง พอมีพยานหลักฐานบ้างแล้ว ขอเวลาตรวจสอบหากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ต้องแยกออกมาเป็นอีกคดี เนื่องจากเป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระ ส่วนกรณีที่ต้องส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไปก่อนหน้านี้ เพราะจะได้ทราบแนวทางทางกฎหมาย ป.ป.ช. ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ถ้าสำนวนกลับมาที่ตำรวจ ต้องพิจารณาอีกทีว่าตัวละครคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่เหลือ จะกันไว้เป็นพยานหรือแจ้งข้อกล่าวหามีรายงานว่า ชุดทำงานคดีสินบนทองคำแท่ง พบหลักฐานใหม่ที่อาจเป็นกุญแจสำคัญนำมาสู่การรื้อฟื้นคดี “ร่ำรวยผิดปกติ แจงทรัพย์สินเท็จ” ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ขึ้นมาสืบสวนเพิ่มเติมใหม่อีกครั้ง เป็นผลจากการเข้าให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ของพยานรายใหม่อีกราย เมื่อ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน คำให้การของพยานรายนี้ยืนยันถูก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ใช้ให้ประสานนายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการ ป.ป.ช. และนายสมภพ ไทยธีระเสถียร หรือ “อั้ง เมืองชล” เซียนพระชื่อดัง ทำเอกสารชี้แจงที่มาทรัพย์สินอันเป็นเท็จเพื่อแสดงต่อ ป.ป.ช.เกี่ยวกับเงินที่ไปซื้อปืนกว่าร้อยกระบอกมาครอบครอง สอดคล้อง กับแนวทางสืบสวนที่พบว่า การจัดทำเอกสารชี้แจงทรัพย์เท็จของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทำเป็นขบวนการ เริ่มจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งลูกน้องนำข้อมูลทรัพย์สินปืนที่มีทั้งหมดไปมอบให้นายสมบัติ และนายสรพงษ์ ลูกน้องนายสมบัติ ที่บ้านนายสรพงษ์ เพื่อนำไปเป็นฐานข้อมูลวางแนวทางแต่งบัญชี ปกปิดช่องโหว่หรือข้อสงสัยต่างๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบระหว่างนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้ลูกน้องซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้นายสมบัติ 1 เครื่อง ใช้ติดต่อพูดคุยเรื่องนี้โดยเฉพาะ จากนั้นนายสมบัติได้สร้างบัญชีไลน์อวตารใหม่ขึ้นใช้ชื่อบัญชี “ทัตเทพ” ปกปิดตัวตนยากต่อการตรวจสอบหากเรื่องถูกเปิดโปงขึ้นมา โดยนายสมบัติและนายสรพงษ์เห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องจัดทำข้อมูลเท็จแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ซื้อปืนปิดช่องโหว่ เสนอให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทำนิติกรรมอำพรางขึ้นเพื่อไปใช้อ้างถึงที่มาของเงินในการซื้อปืน ว่า มาจากเงินรายได้ค่าส่วนแบ่งนายหน้าซื้อขายพระเครื่องจากนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ไปหานายสมภพ ไทยธีระเสถียร หรือ “อั้ง เมืองชล” เซียนพระดัง ให้กุเรื่องซื้อขายพระขึ้น ว่ามีการซื้อขายพระเครื่องกับ ร.ต.สมพร กุลวานิช อดีต ผวจ.ชลบุรี และเซียนพระต่างๆ เป็นแหล่งที่มาของเงิน จากนั้นจะนำยอดเงินดังกล่าวไปยื่นขอชำระภาษีย้อนหลัง 5-6 ปี ทั้งนี้ การทำนิติกรรมอำพรางซื้อขายพระเครื่องแต่ละครั้ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กับพวก จะทำให้ยอดเงินค่านายหน้าซื้อขายพระสัมพันธ์กับยอดเงินซื้อปืน พร้อมกันนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังได้ให้ลูกน้องนำเงินสด 70 ล้านบาท จากบ้านของตนไปส่งมอบให้กับนายสมภพ หรือ “อั้ง เมืองชล” ที่บ้านพักเพื่อจัดฉากถ่ายรูปตู้เซฟ บรรจุเงิน และภาพเงินกองอยู่บนโต๊ะ สร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะขนกลับไปเก็บไว้ที่บ้านพักตามเดิมในวันเดียวกันขณะที่ในส่วนของขั้นตอนการทำเอกสารชี้แจงเท็จ นายสมบัติจะให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ร่างเอกสารขึ้นมา ก่อนส่งมาให้ตัวเองตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนจะส่งให้กับเจ้าหน้าที่หญิงของ ป.ป.ช. อักษรย่อ อ. ที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สิน คอยตรวจสอบ หากคำชี้แจงดังกล่าวมีข้อบกพร่อง จะแจ้งเตือนกลับมานอกจากนี้ ยังพบความเชื่อมโยงเส้นทางการเงินระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลุ่มนี้ ว่ามีการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ซึ่งกัน อาทิ การช่วยเหลือจัดหาคิวฉีดวัคซีนป้องกันโควิด การจ่ายเงินซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวต่างจังหวัด รวมถึงยังพบว่า ห้วงเวลาเดียวกัน คนใกล้ชิดหรือภรรยาเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลุ่มนี้บางรายยังได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตำรวจผ่านหลักสูตร กอศ. เมื่อปี 66 ด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าภรรยา หรือคนใกล้ชิดเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.กลุ่มนี้ ผ่านการคัดเลือกเข้ารับราชการถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่