ปลัดคลังสรุปยอดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” 26.04 ล้านราย เหลือสิทธิ 3.96 ล้านคน มีร้านค้าเข้าร่วมกว่าล้านราย นัดดีเดย์ใช้เงิน 1 มิ.ย. กระตุ้นร้านค้าเดิมเร่งยืนยันสิทธิพร้อมต่อยอด AI “นกกระซิบ” แอปถุงเงินเพิ่มทักษะค้าขายยุคดิจิทัล “อนุทิน” เดินชมงาน “THAIFEX” ชิวๆ “วิโรจน์” ชี้ข้ออ้าง “นฤชา” ฟังไม่ขึ้น จี้ชี้แจงสังคมให้เคลียร์ ชง ป.ป.ช.-กกต.สอบ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซัดอำนาจปราสาทสายฟ้าคุ้มกะลาอยู่ “โสภณ” บรรจุวาระถกแก้รัฐธรรมนูญวาระแรก 7-8 ก.ค. “ชัชชาติ” บังเอิญเจอทีม“ดร.โจ” ขณะเดินหาเสียงย่านสายไหมปิดยอดผู้ลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส(60/40)” รวม 26.04 ล้านราย เหลือสิทธิ 3.96 ล้านคน เมื่อรวมกับยอดผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.20 ล้านคน ทำให้มีประชาชนเข้าร่วมมาตรการลดค่าครองชีพ ครั้งนี้ 49.24 ล้านคน คาดว่าจะใช้เงินราว 196,960 ล้านบาทปิดไทยช่วยไทยพลัส 26 ล.รายเมื่อวันที่ 30 พ.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ณ เวลา 22.05 น.ของวันที่ 29 พ.ค. หลังปิดระบบลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” มีประชาชนลงทะเบียน 26.04 ล้านราย สะท้อนการตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของรัฐบาล ขณะที่ร้านค้าทั่วประเทศตอบรับเข้าร่วมโครงการคึกคัก เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้กระทรวงการคลังเตรียมเปิดใช้งาน AI “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อเพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสต๊อกสินค้า และประเมินสุขภาพทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบและต่อยอดธุรกิจได้1 มิ.ย.ดีเดย์ใช้เงินลดค่าครองชีพผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ในวันที่ 1 มิ.ย.เป็นวันใช้จ่ายวันแรกของมาตรการลดค่าครองชีพแบ่งเบาภาระประชาชน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 รัฐสมทบเงิน 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน มีประชาชนได้รับสิทธิ 26.04 ล้านคน และผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.20 ล้านคน ได้รับเงินเพิ่มอีกคนละ 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวม 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน รวมประชาชนเข้าร่วมมาตรการลดค่าครองชีพครั้งนี้ 49.24 ล้านคน คาดว่าจะใช้เงินราว 196,960 ล้านบาทมีร้านค้าที่เข้าร่วมกว่าล้านรายนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค. มีประชาชนลงทะเบียนสำเร็จ 26.04 ล้านคน จากสิทธิทั้งหมด 30 ล้านคน เหลือสิทธิ 3.96 ล้านคน เป็นตามที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้แล้ว ผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. แต่ละเดือนจะได้รับเงิน 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน โดยรัฐจะสมทบการใช้จ่ายวันละไม่เกิน 200 บาท ส่วนประชาชนสมทบ 40% ของราคาสินค้านั้นๆ โดยระบบแอปพลิเคชันเป๋าตังพร้อมรองรับ ส่วนการลงทะเบียนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ล่าสุดมียอดลงทะเบียนสะสมแล้ว 1.04 ล้านราย จำแนกเป็นร้านค้าที่สมัครเข้ามาใหม่ 69,582 ราย และร้านค้าเดิม 977,000 ราย มีร้านค้าเดิมยืนยันเข้าร่วมสำเร็จ 693,000 ราย ยังมีอีกกว่า 340,000 ราย ยังไม่ได้กดปุ่มยืนยันเข้าร่วมโครงการ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ร้านค้าเหล่านี้รีบกดปุ่มยืนยันเข้าร่วมผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อให้สามารถเปิดรับสแกนเงินการใช้จ่ายพร้อมกัน ได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป“คลัง” ชวนร้านค้าเดิมเร่งยืนยันนายลวรณกล่าวว่า สำหรับประเภทร้านค้าที่เข้าร่วมไทยช่วยไทยพลัส เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่ม 595,139 ราย รองลงมาคือร้านค้าทั่วไป 274,334 ราย และร้านธงฟ้า 160,702 ราย พบว่าภาคตะวันออก เฉียงเหนือมีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด 203,407 ร้านค้า ตามด้วย กทม. 156,144 ร้านค้า ปริมณฑล 153,028 ร้านค้า การลงทะเบียนในส่วนร้านค้ายังเปิดให้เข้าร่วมต่อเนื่อง และในส่วนร้านค้าเดิมสามารถเข้ามากดลงทะเบียนและยอมรับเงื่อนไขผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้จนสิ้นสุดโครงการ ส่วนร้านค้าใหม่สามารถเตรียมเอกสารและหลักฐานไปติดต่อที่สาขาธนาคารกรุงไทย เพื่อขออนุมัติเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้ ขณะที่ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ขายผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรี จะเปิดรับสมัครและผูกระบบกับแพลตฟอร์มดีลิเวอรีได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย.เป็นต้นไป ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน ในส่วนของการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกเดือนละ 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท จะเติมเงินให้ทุกวันที่ 1 ของเดือน เป็นเวลา 4 เดือนนายกฯเดินชมงาน “THAIFEX” ชิวๆเวลา 14.00 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ และนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เดินชม บูธงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่สุดในภูมิภาคเอเชีย 2569 (THAIFEX-ANUGA ASIA 2026) ที่จัดเป็นวันสุดท้าย ทั้งนี้ นายอนุทินแวะบูธขายเนื้อวากิวเกรดพรีเมียมของแบรนด์ Udom Supply และยังลงมือย่างเนื้อวากิว เมื่อพนักงานในบูธสอบถามว่า “อร่อยไหม เนื้อนุ่มไหม” นายอนุทินพยักหน้าพร้อมชิมเนื้อที่ย่างอย่างเอร็ดอร่อย และเชิญชวนประชาชนร่วมชิมเนื้อวากิวด้วย จากนั้นแวะบูธข้าวผัดมันเนื้อ สอบถามเจ้าของบูธว่ามีขายที่ไหน คาดว่างานดังกล่าวสร้างมูลค่าการค้าสะพัดสูงถึง 130,000 ล้านบาท และในวันที่ 31 พ.ค. นายอนุทินมีกำหนดเดินทางไปเป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีที่วัดถ้ำเสือ ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่“ปกรณ์” ฟุ้ง ก.ม.อำนวยความสะดวกนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฉบับใหม่ว่า อยู่ในขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ จากนั้นจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับต่อไป กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงแก้ขั้นตอนงานเอกสาร แต่เป็นการปรับวิธีคิดระบบราชการ จากรัฐที่คอยควบคุมกำหนดเงื่อนไข ไปสู่รัฐที่อำนวยความสะดวกช่วยให้ผู้ประกอบการเดินธุรกิจได้เร็วขึ้น ลดภาระประชาชน เพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจ และลดช่องว่างการทุจริตในระบบอนุญาต หนึ่งในหัวใจของกฎหมายฉบับนี้คือระบบ Super License หรือใบอนุญาตพวง ที่จะทำให้การขออนุญาตหลักครอบคลุมใบอนุญาตย่อยที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการเดินขอหลายหน่วยงานเหมือนเดิม เช่น ธุรกิจโรงแรมที่มีใบอนุญาตย่อยจำนวนมาก หรือร้านกาแฟและเบเกอรี ที่ต้องใช้ใบอนุญาตหลายใบเน้นโปร่งใสเป็นมิตรประชาชนนายปกรณ์กล่าวต่อว่า ระบบใหม่จะช่วยลดต้นทุนแฝง ที่จะเห็นได้ชัดคือลดการเรียกเอกสารซ้ำจากหน่วยงานรัฐ ถูกปรับไปสู่ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์อ่านและประมวลผลได้ และยังช่วยวิเคราะห์ความผิดปกติได้ เช่น กรณีนอมินี การสวมสิทธิ หรือธุรกรรมที่มีความเสี่ยง การเปลี่ยนจากการตรวจสอบก่อนอนุญาต ทุกเรื่อง ไปสู่การอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แล้วตรวจสอบภายหลังในกิจการที่เหมาะสม จะช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องเสียเวลารอโดยไม่จำเป็น ขณะที่รัฐยังมีอำนาจตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้เต็มที่ กฎหมายฉบับนี้จะทำให้รัฐทำงานเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และเป็นมิตรกับประชาชนมากขึ้น เป้าหมายคือให้คนติดต่อราชการง่าย ธุรกิจเดินหน้าเร็ว และประเทศมีสภาพแวดล้อมที่พร้อมแข่งขันมากกว่าเดิม“วิโรจน์” ชี้ข้ออ้าง “นฤชา” ฟังไม่ขึ้นขณะที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบกรณีไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า เรื่องนี้ในทางเทคนิค บัญชีไลน์สามารถล็อกอินได้หลายอุปกรณ์ ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ เวลาใครแอบใช้ไอดี แอบพิมพ์ข้อความแทนเรา มันจะขึ้นแจ้งเตือนข้อความแบบเรียลไทม์ การที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ปฏิเสธบอกว่าไม่รู้เลย คนระดับนี้จะเผลอไผลอะไรขนาดนั้น ยิ่งในเชิงเทคนิคด้านไอทีแล้วการชี้แจงของนายนฤชาฟังขึ้นลำบาก อีกทั้งบัญชีไลน์มักผูกกับเบอร์โทรศัพท์มือถือ งานนี้แค่เอาเบอร์โทรศัพท์อธิบดีฯไปเช็กในไลน์ก็ทราบแล้ว แต่เข้าใจว่านายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรค ปชน. มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานแล้ว จึงอยากให้นายนฤชาออกมาอธิบายต่อสังคม เอาผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมาร่วมอธิบายเพื่อไขข้อข้องใจแก่สังคมชง ป.ป.ช.—กกต.สอบ “ช่วยน้ำเงิน”นายวิโรจน์กล่าวว่า จะยื่นร้องทั้งกับ ป.ป.ช. และ กกต. เพราะเรื่องนี้อาจสุ่มเสี่ยงกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และการใช้อำนาจในทางมิชอบ ตอนเห็นข่าวว่าอธิบดีฯจะฟ้องร้องคนที่ออกมาเปิดเผย อยากบอกว่ามีหลายคนตั้งข้อสังเกต อธิบดีฯก็ควรอธิบายชี้แจงต่อสังคมมาว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร จะไปฟ้องทำไม ตอนนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังเรียบเรียงหลักฐานต่างๆ คงยื่นได้ภายในสัปดาห์หน้าซัดอำนาจปราสาทสายฟ้าคุ้มกะลาผู้สื่อข่าวถามว่า อยากฝากอะไรถึงนายกฯกรณี “ช่วยน้ำเงินด้วย” นี้หรือไม่ นายวิโรจน์ตอบว่า “เรื่องนี้มีอยู่สองมิติ มิติหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นทั้งนายกฯและ รมว.มหาดไทย คิดว่าท่านรู้อยู่แล้ว แต่อีกมิติคือ มีเสียงร่ำลือมาว่า องคาพยพนี้ซึ่งก็ไม่รู้ว่านายนฤชาเกี่ยวพันหรือไปเกี่ยวดองหนองยุ่งด้วยหรือไม่ แต่องคาพยพนี้ไม่ค่อยเกรงใจนายกฯนะ และไม่ได้เกรงใจ มท.1 นะ เหมือนกับว่ามีอำนาจบางอย่างที่เหนือกว่านายกฯ มีอำนาจจากปราสาทที่ภาคอีสานใต้ที่ยิ่งใหญ่มาก ระดับนายกฯยังเกรงใจ มท.1 ยังเกรงใจคนเหล่านี้ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา มท.1 ก็จริง แต่มีปราสาทสายฟ้าคุ้มกะลาอยู่ เรื่องนี้ต้องถามนายกฯว่าจริงหรือไม่แล้วองคาพยพนั้นมีใครบ้าง แล้วมีนายนฤชาอยู่ในนั้นด้วยหรือไม่”“โสภณ” บอกแค่พูดให้ความเห็นที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่วาระประชุมรัฐสภา ว่า ได้รับร่างจากหลายพรรคแล้ว บรรจุเข้าวาระทั้งหมด จากการพูดคุยกับวิป 3 ฝ่าย คาดว่าจะนำเข้าสู่วาระในวันที่ 7-8 ก.ค.นี้ เพื่อพิจารณารับหลักการวาระที่ 1 เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญ ปกติจะใช้ระยะเวลาพอสมควร หวังว่าคณะกรรมาธิการจะปรึกษาหารืออย่างไม่ล่าช้า เพราะกระบวนการตามรัฐธรรมนูญยังมีอีกมาก หลายฝ่ายจับตารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ หาก กมธ.พิจารณาได้เร็ว ขั้นตอนทุกอย่างจะรวดเร็ว ส่วนบรรยากาศความขัดแย้งระหว่าง สส.และ สว. ที่ตอบโต้เรื่องระบอบสีน้ำเงินนั้น อยู่ที่การหารือ ประชาชนออกเสียงประชามติอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าทุกฝ่ายจะรับฟังเสียงนั้น แต่จะได้ข้อสรุปอย่างไรเป็นอีกเรื่อง หน้าตารัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรอยู่ที่การพูดคุย แต่ต้องเคารพเสียงประชาชน เมื่อถามว่าการกล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงินจะไม่เป็นประเด็นปัญหาใช่หรือไม่ นายโสภณตอบว่า อย่าว่าโจมตี เพราะเป็นแค่การพูดให้ความเห็น บางครั้งอาจกระทบ กระทั่งกัน เป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย เรื่องสีว่ากันมานานแล้ว เราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้ สีอะไรก็ไม่เป็นอุปสรรค ถ้าไม่ยึดติด ควรก้าวข้ามเพื่อประโยชน์ประชาชน“ชัชชาติ” บังเอิญปะหน้าทีม “ดร.โจ” สำหรับบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. วันเดียวกัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมคณะ ลงพื้นที่หาเสียงเขตบางเขน สายไหม และดอนเมือง โดยใช้การเดินเท้าและนั่งรถแห่ เริ่มตั้งแต่เวลา 07.00 น. มีการนำแผ่นพับนโยบาย 250+ มอบให้กับประชาชน พ่อค้าแม่ค้าในตลาด พร้อมทักทายอย่างเป็นกันเอง ได้รับเสียงตอบรับที่ดี รวมทั้งเข้ามาขอถ่ายรูปและกอดให้กำลังใจอยู่เป็นระยะ จากนั้นเดินทางไปยังชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ พบปะกับประชาชนที่ตลาดเอซี ซอยสายไหม 15 ทั้งนี้ ระหว่างลงพื้นที่ในจุดนี้ ทีมหาเสียงของนายชัชชาติได้พบกับทีมของนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ทันทีที่พบกัน นายชัยวัฒน์ได้เข้าไปทักทาย นายชัชชาติ ซึ่งนายชัชชาติกล่าวทักตอบว่า “เฮ้ย โจสบายดีหรือเปล่า” ก่อนทั้งสองจะยื่นมือมาจับกันอย่างชื่นมื่น และแยกย้ายกันไปหาเสียงต่อทีม ปชป.ลุยหาเสียงเขตพระนครช่วงเช้าที่ตลาดตรอกหม้อ วัดราชบพิธฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อม แกนนำพรรค และนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ช่วย น.ส.วนัชธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกรณ์ ผู้สมัคร สก.เขตพระนคร หาเสียง มีประชาชน พ่อค้าแม่ค้าเข้ามาขอถ่ายรูป บอกเล่าถึงปัญหาในชีวิต โดยเฉพาะจุดผ่อนปรนขายของและที่จอดรถยนต์ในเขตพระนคร บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ต่อมานายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่า จากการรับฟังพ่อค้า แม่ค้าในตลาดสะท้อนปัญหาการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ต่างพูดถึงปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น หากรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาให้ถูกต้อง ควรต้องลดราคาน้ำมัน เท่ากับการลดต้นทุน ประชาชนจะได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ เมื่อถามถึงผลโพลสถาบันพระปกเกล้าที่พบว่าแฟนคลับพรรค ปชป.จะหันไปเลือกนายชัชชาติ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เรายังมีเวลานำเสนอ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาคนจะรับรู้เรื่องนายชัชชาติมากที่สุด แต่พรรคมีหลายสิ่งใหม่ๆนำเสนอให้เห็นถึงความแตกต่าง คิดว่าคนที่เคยสนับสนุนจะหันกลับมาสนใจเรา“สกลธี” ห่วงเยาวชนเข้าถึงบุหรี่ง่ายอีกเรื่อง นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ปัจจุบันเยาวชนเข้าถึงบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้นอย่างน่าห่วง สิ่งที่น่ากลัวคือสารพิษค่อยๆสะสมในร่างกาย จะแสดงผลกระทบรุนแรงเมื่อเข้าสู่วัยกลางคนหรือวัยสูงอายุ ขอสนับสนุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำงานร่วมกับภาคีฯในการสื่อสารรณรงค์สร้างความตระหนักอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนรู้เท่าทันอันตรายของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพราะเยาวชนบางส่วนอาจมองว่าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องทันสมัยหรือใช้เพื่อเข้าสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมากในระยะยาว ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมและป้องกันปัญหาบุหรี่ที่เพียงพออยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่เข้มงวดและขาดความจริงจัง หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการกวดขันและบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น“ยศชนัน” เปิด “บุญบั้งไฟแพรวา”ช่วงบ่ายที่โรงเรียนชุมชนโพน ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมครอบครัว เป็นประธานเปิดงานประเพณีบุญบั้งไฟบ้านโพน (บุญบั้งไฟแพรวา) ประจำปี 2569 โดยมีทีม สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย นายก อบจ.กาฬสินธุ์ ให้การต้อนรับอย่างคึกคัก นายยศชนันกล่าวเปิดงานว่า ขอชื่นชมการทำงานของ สส.ในพื้นที่ที่นำประเด็นวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าสู่สภาฯต่อเนื่อง หัวใจสำคัญของประเพณีบุญบั้งไฟที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกร งานบุญบั้งไฟแพรวา จ.กาฬสินธุ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงศรัทธา ความสมัครสมานสามัคคีของชาวกาฬสินธุ์ทุกคน รัฐบาลพร้อมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนของพวกเรากินดีอยู่ดี และประกอบอาชีพได้อย่างสมเกียรติ จากนั้นนายยศชนันและครอบครัวเดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์สิรินธร อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ที่มีการจัดแสดงซากกระดูกไดโนเสาร์ และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่