เบื้องหลังผืนน้ำสีครามที่ดูสงบนิ่งและเวิ้งว้าง ทว่า...ลึกลงไปในมิติของธรรมชาติ “ทะเล”...คือดินแดนแห่งความไร้ระเบียบและความไม่แน่นอนที่ “มนุษย์” ไม่อาจควบคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นับแต่อดีตกาลจนถึงยุคปัจจุบัน วิถีชีวิตของ “คนเรือ” และ “ชาวประมง” จึงต้องผูกพันอยู่กับความเชื่อ ศรัทธา และปาฏิหาริย์อย่างแยกไม่ออก จนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ถูกส่งต่อรุ่นต่อรุ่น เพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางจิตใจ ยามต้องเผชิญหน้ากับมหันตภัยกลางมหาสมุทรรากเหง้าแห่งศรัทธา ตำนาน “แม่ย่านาง” ผู้พิทักษ์กลางสายน้ำด้วยว่า “เรือ” ในมุมมองของคนโบราณนับแต่อดีตไม่เคยเป็นเพียงแค่ “พาหนะ” ไร้ชีวิต หากแต่เปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณคุ้มครอง การกำเนิดของ “แม่ย่านางเรือ” จึงมีรากเหง้าที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืนถึง 3 กระแสหลัก...รากเหง้าสายจีน ตำนานที่มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์ เชื่อว่าคำว่า “แม่ย่านาง” เพี้ยนมาจาก “มาจู่” เทพธิดาแห่งมหาสมุทรผู้เสียสละชีวิตกลางพายุเพื่อช่วยลูกเรือ ซึ่งแพร่หลายเข้ามาสู่แผ่นดินไทยผ่านการเดินเรือค้าขายตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและกองเรือสำเภาของเจิ้งเหอถัดมา...ตำนานการปราบกุ้งยักษ์ เล่าขานว่าพระอิศวรและพระแม่อุมาเทวีทรงส่งเทพนารีมาสถิตประจำเรือ เพื่อคอยปกป้องคุ้มครองและปราบอสูรร้ายในน้ำที่คอยเจาะท้องเรือชาวประมงและ...สังคมไทยโบราณเชื่อเรื่องขวัญ... สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อต้องตัดไม้ใหญ่ในป่าเช่นไม้ตะเคียน มาต่อเป็นเรือ จึงเชื่อว่ามีนางไม้หรือเทพารักษ์ติดตามมาสถิตอยู่ ณ “โขนเรือ” (หัวเรือ) เพื่อปกป้องเจ้าของ“หัวเรือ” จึงกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ที่มาพร้อมกับการผูกผ้าแพรสามสี...เจ็ดสี พวงมาลัยดอกไม้สด และพิธีเซ่นไหว้ด้วยหัวหมู ผลไม้มงคล ในทุกวันสำคัญเพื่อแต่งองค์ทรงเครื่อง...สร้างขวัญกำลังใจ ท่ามกลางอันตรายรอบตัว กฎเกณฑ์และข้อห้ามบนเรือจึงถูกบัญญัติขึ้นอย่างเคร่งครัด แบ่งออกเป็นข้อห้ามสากลและข้อห้ามเฉพาะถิ่น ในบางพื้นที่ที่ยังแฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้ง อาทิวัตถุต้องห้าม...กะลาสีเรือสากลต่างรู้ดีว่า “กล้วย” คือสิ่งอัปมงคลเพราะเชื่อว่าจะทำให้เรือล่มหรือปลาไม่กินเบ็ด เช่นเดียวกับ “กระเป๋าเดินทางสีเขียว” ที่พ้องกับสีของคลื่นทะเล และ “กระต่าย” สัตว์ฟันแทะที่ห้ามนำขึ้นเรือเด็ดขาดเพราะเกรงจะกัดเจาะไม้กระดานเรืออีกทั้งพฤติกรรมต้องห้ามบนเรือ ห้ามเหยียบหรือนั่งทับโขนเรือ (ลบหลู่แม่ย่านาง), ห้ามถอดรองเท้าไม่เป็นที่หรือไม่ล้างเท้าขึ้นเรือ, ห้ามคว่ำจานหรือถ้วยหลังทานอาหารเสร็จ (ลางบอกเหตุเรือล่ม), ห้ามกวาดขยะลงทะเล (ทิ้งโชคลาภ) และที่สำคัญคือ “ห้ามผิวปาก” ตามความเชื่อที่ว่าเป็นการท้าทายและเรียกพายุลมแรงนับรวมไปถึงคำพูดอัปมงคล ห้ามพูดคำว่า จม, ล่ม, รั่ว, แตก, ตาย รวมถึงห้ามทะเลาะเบาะแว้งส่งเสียงดังโวยวายบนเรือ เพื่อไม่ให้รบกวนสิ่งศักดิ์สิทธิ์และลดความตึงเครียดของลูกเรือในพื้นที่จำกัด ลงลึกไปอีกหน่อยเกี่ยวโยงกับข้อห้ามบุคคลและเวลาบางสาย “วันศุกร์” ถูกมองว่าเป็นวันต้องห้ามในการออกเดินทางไกล...การตัดผมตัดเล็บขณะเดินเรือถือเป็นลางร้าย และข้อห้ามโบราณเรื่องการร่วมเพศบนเรือประมงเพื่อไม่ให้แม่ย่านางกริ้ว ทั้งหมดเหล่านี้ประหนึ่งความเชื่อในการกำกับวินัยในย่านน้ำที่ไร้การพยากรณ์อากาศแม่นยำในอดีต เรื่องเล่าปาฏิหาริย์คือเครื่องหล่อเลี้ยงความหวัง ชาวเรือมักมีเรื่องเล่าขานถึงการปรากฏกายของหญิงสาวชุดไทยโบราณมานั่งพักผ่อนที่โขนเรือหลังพิธีทำบุญ หรือเสียงร้องไห้คร่ำครวญ...เสียงเคาะเตือนจากหัวเรือในยามวิกาลก่อนที่พายุใหญ่จะซัดถล่มเพียงไม่กี่ชั่วโมง สิ่งเหล่านี้คือพลังงานทางจิตวิทยาที่ทำให้คนเรือตื่นตัวและรอดพ้นจากหายนะเมื่อพิจารณาในมุมมองเชิงวิชาการ ข้อห้ามและพิธีกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่คือ “กุศโลบายชั้นยอด” การเคารพแม่ย่านางและโขนเรือ ช่วยสร้าง “วินัยและความสามัคคี” อย่างเคร่งครัดในหมู่คณะที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันในพื้นที่จำกัด บทสรุปของ “คนเรือ” จึงสะท้อนผ่านความจริงที่ว่า ตราบใดที่ธรรมชาติยังคงยิ่งใหญ่และคาดเดาไม่ได้ มนุษย์ตัวเล็ก ๆ ย่อมต้องพึ่งพา “ศรัทธา” และ “ระเบียบวินัย” เพื่อนำพาชีวิตกลับสู่ฝั่งอันปลอดภัยอย่างราบรื่นตอกย้ำศรัทธา “ชาวเรือ” เชื่อว่าบริเวณหัวเรือ เรียกว่า “ฉวนโถวเหนียง” (พระแม่หัวเรือ) ซึ่งตรงกับคติไทยเรื่องแม่ย่านางที่สถิตอยู่หัวเรือเช่นกัน แม้จะมีความต่างของชื่อ ในไทยคำว่า “เจ้าแม่ทับทิม” มักใช้เรียกเทพหลายองค์รวมกัน เช่น จุ้ยบ้วยเนี้ย เจ้าแม่ท้ายน้ำ ที่ชาวไหหลำนับถือ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับ “มาจู่” ที่ชาวจีนฮกเกี้ยนและแต้จิ๋วนับถือ จนคนไทยเรียกทับซ้อนกันมาอย่างยาวนาน ผู้คนนิยมขอพรในเรื่องการค้าขายรุ่งเรือง โชคลาภ ความปลอดภัยในการเดินทาง ครอบครัวร่มเย็น การขอบุตร...และเป็นศูนย์รวมจิตใจ มีศาลเจ้าแม่ทับทิมและศาลมาจู่กระจายอยู่ตามชุมชนชาวจีนทั่วไปโดยเฉพาะริมน้ำหรือย่านการค้าเก่าแก่ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นทั้งพื้นที่ศรัทธาและมรดกทางวัฒนธรรมที่ผู้คนทุกรุ่นยังคงแวะเวียนไปกราบไหว้“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”. รัก–ยมคลิกอ่านคอลัมน์ “เหนือฟ้าใต้บาดาล” เพิ่มเติม