เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์ สตรีทเจอร์นัลรายงานอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าทีมที่ปรึกษาทำเนียบขาวได้แจ้งกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า มีความเป็นไปได้ที่ “สงครามอิหร่าน” จะยืดเยื้อไปจนครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำในเดือน ม.ค.2572ควรให้เพนตากอนและกระทรวงต่างๆเตรียมคิดแผนไว้เลยว่าจะดำเนินการเช่นไร เพื่อให้มาตรการเล่นงานบีบคั้นอิหร่านดำเนินต่อไปได้ กองทัพควรจะมีการจัดวางกำลังพล การหมุนเวียนหน่วยรบ การเติมเสบียงอาวุธ การวางระบบป้องกันเช่นไร เพื่อให้แนวรบเอเชียตะวันตกไม่พังทลายแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นการคิดเผื่อไว้ของฝ่ายยุทธศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริงตามคำบอก แต่หากมามองดูสถานการณ์ในเพลานี้ ก็ถือว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นจริงดั่งว่า กองทัพสหรัฐฯยังคงปิดล้อมอิหร่านทางทะเล พยายามเล่นงานกองเรือบรรทุกสินค้าและบรรทุกน้ำมัน เดินสายขอความร่วมมือจากชาติต่างๆ ให้ร่วมกันคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่มเติม ขณะที่อิหร่านเองยังคงมุ่งมั่นที่จะควบคุมเส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เรือต่างๆแทบจะผ่านด่านแหกแนวกั้นไปไม่ได้เลย พร้อมดำเนินการถล่มฐานทัพสหรัฐฯในภูมิภาคเป็นระยะๆ ยุทโธปกรณ์ถูกทำลายไปเรื่อยๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานฝูงเครื่องบินรบ F-15 และเครื่อง A-10 เสียหายไปบานในจอร์แดน และยังส่งผลให้สหรัฐฯต้องผลาญจรวดต่อต้านอากาศยานและขีปนาวุธรุ่น แพทริออทไปเรื่อยๆอย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในตอนนี้ ไม่ได้มีเฉพาะฉากรบระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “แนวรบเยเมน” ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น และศึกเยเมนนั้นก็ถือเป็น จุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยมีรายงานว่ากลุ่มการเมือง “ฮูตี” (ที่อิหร่านหนุนหลัง) ในตอนนี้ประสบความสำเร็จในการเข้าครอบครองเมืองท่าชายฝั่งตลอดแนวทะเลแดง ขับไล่กองกำลังติดอาวุธฝ่ายตรงข้าม (ที่ซาอุดีอาระเบียและนานาชาติหนุนหลัง) ให้ล่าถอยออกไปจากพื้นที่เท่ากับว่าในตอนนี้กลุ่มฮูตีในเยเมนกำลังเป็นผู้ควบคุมช่องแคบ “บับ เอล–มันเดบ” เส้นทางเข้าออกทะเลแดง-มหาสมุทรอินเดียไว้อย่างเบ็ดเสร็จ และย่อมหมายถึงเครือข่ายความร่วมมือของอิหร่าน กำลังคุมเส้นทางเศรษฐกิจโลกไว้ในกำมือคือช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับ เอล–มันเดบ ประตูสู่ซีกโลกตะวันออก (และก็ไม่แปลกที่ตอนนี้หลายประเทศเริ่มหันมามองการส่งสินค้าผ่านเส้นทางอาร์กติกขั้วโลกเหนือกันมากขึ้น)สิ่งที่น่าสนใจในแนวรบเยเมน ไม่ใช่แค่การปะทะระหว่างกลุ่มฮูตีกับกลุ่มติดอาวุธที่นานาชาติสนับสนุน แต่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างตัวแทนของอิหร่านกับรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ตามรายงานที่ได้รับการเปิดเผยระบุว่า ขีปนาวุธและโดรนพิฆาตของกลุ่มฮูตีได้โจมตีเป้าหมายพลเรือนและเศรษฐกิจใน 4 เมืองทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย เกิดไฟไหม้ที่โรงงานพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคเสียหาย จนต้องระงับการดำเนินงานของบางวิสาหกิจเป็นการชั่วคราว ทางกลุ่มฮูตีอ้างว่าได้โจมตีโรงงานของซาอุดิอารามโกในเมืองอับฮา (Abha) จีซาน (Jizan) และนัจญ์รอน (Najran) รวมถึงฐานทัพอากาศคิงคาลิดในเมืองคามิสมูเชต (Khamis Mushait)คามิสมูเชตเป็นศูนย์กลางทางทหารที่สำคัญของซาอุดีอาระเบีย จีซานเป็นศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันและเมืองท่า นัจญ์รอนตั้งอยู่ใกล้ชายแดนเยเมน และอับฮาเป็นศูนย์กลางการบริหารของจังหวัดอาซีร์ นี่คือปฏิบัติการโจมตีแบบหลากหลายเป้าหมาย และเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดต่อซาอุดีอาระเบีย นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. การโจมตีอย่างต่อเนื่องของฮูตียังส่งผลกระทบให้กำลังการผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียลดลงต่ำสุดในรอบ 35 ปี ในเดือน ส.ค.น้ำมันดิบหายไปจากตลาด 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวันที่สำคัญการปะทะระหว่างฮูตี-ซาอุดี อาระเบีย ยังถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของ “ข้อตกลงป้องกันร่วมกันแห่งเมกกะ” (Mecca Joint Defense Agreement) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาความมั่นคงระหว่างริยาด อังการา (ตุรกี) และอิสลามาบัด (ปากีสถาน) เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 ซึ่งได้รับการเปรียบเทียบ ว่าเป็นสนธิสัญญาองค์การ NATO แห่งโลกมุสลิม มีระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การโจมตีด้วยอาวุธต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐจะถือเป็นการโจมตีต่อทุกรัฐ ไม่ต่างอะไรกับกลไกมาตรา 5 “Article 5” ของนาโตอย่างไรก็ตาม ข้อตกลงไม่ได้กำหนดให้พันธมิตรทุกรายต้องเข้าสู่สงครามโดยอัตโนมัติ แต่ละรัฐสามารถดำเนินมาตรการใดๆ ที่เห็นว่าจำเป็น ในกรณีของข้อตกลงเมกกะ ขอบเขตของการตีความน่าจะกว้างยิ่งกว่า ความช่วยเหลืออาจมาในรูปแบบของการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง การเสริมสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศ การจัดหาอาวุธและการส่งผู้เชี่ยวชาญ แต่อาจไม่ใช่การเปิดฉากโจมตีเยเมนร่วมกันสะท้อนได้จากปฏิกิริยาของปากีสถานและตุรกีที่แถลงประณามการโจมตีของฮูตีด้วยภาษารุนแรง แต่ยังไม่มีการยกระดับความพร้อมรบ หรือการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ริยาดเพื่อตอบโต้กลุ่มฮูตีการป้องปรามใดๆจะมีผลก็ต่อเมื่อศัตรูเชื่อว่าจะถูกเล่นงานกลับจริงๆ เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ชาติร่วมลงนามจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง การออกประณามเป็นเพียงการตอบสนองในระดับเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ คณะกรรมการร่วมจะถูกเรียกประชุมหรือไม่ ซาอุดีอาระเบียจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่ และจะเกิดอะไรขึ้นหากมีการโจมตีระลอกถัดไปตามมา ขณะที่ฝ่ายฮูตี (และอิหร่าน) ก็กำลังทดสอบเช่นกันว่า “NATO มุสลิม” ที่กำลังก่อร่างสร้างตัวนี้มีตัวตนอยู่จริง ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวอักษรในแถลงการณ์ร่วม หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า “เสือกระดาษ”.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม