เมื่อวันที่ 6 ส.ค. รัฐบาลญี่ปุ่นจัดพิธีรำลึกวันครบรอบ 78 ปี กองทัพสหรัฐฯทิ้งระเบิดปรมาณูโจมตีเมืองฮิโรชิมะ จังหวัดฮิโรชิมะ ทางภาคใต้ของญี่ปุ่น ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพิธีได้เริ่มขึ้นในเวลา 08.15 น. เวลาเดียวกับที่ระเบิดปรมาณูถูกหย่อนจากเครื่องบินทิ้งระเบิดบี-29 ของสหรัฐฯ มีการตีระฆังสันติภาพ ขณะที่ผู้เข้าร่วมพิธีกว่า 50,000 คน ซึ่งรวมถึงผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์และสมาชิกทำการยืนสงบนิ่งไว้อาลัยขณะที่นายคิชิดะ ฟุมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประธานพิธีได้กล่าวสุนทรพจน์ว่าญี่ปุ่นในฐานะประเทศเดียวที่ได้รับความบอบช้ำจากการใช้อาวุธปรมาณูในสงคราม มุ่งมั่นที่จะทำให้โลกปลอดนิวเคลียร์ แต่หนทางข้างหน้านับวันยิ่งมีความยากลำบาก เนื่องด้วยความแตกแยกของประชาคมโลกในเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงคำขู่ของรัฐบาลรัสเซียในเรื่องการใช้อาวุธนิวเคลียร์ด้านนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชา ชาติ ส่งสาส์นสนับสนุนจุดยืนของนายคิชิดะ โดยระบุว่าผู้นำโลกได้เดินทางเยือนเมืองฮิโรชิมะ ได้เห็นอนุสรณ์สถาน พูดคุยหารือกับผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู และแสดงความกล้ามากขึ้นที่จะปลดอาวุธนิวเคลียร์ ผู้นำหลายคนควรทำเช่นนี้ เพราะว่าสถานการณ์ในปัจจุบันได้แสดงให้เห็นว่า กลองศึกของสงครามนิวเคลียร์กำลังดังขึ้นทุกขณะส่วนนายคาซุมิ มัตสึอิ นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมะ กล่าวไว้อาลัยว่า ผู้นำทั่วโลกควรเผชิญกับสภาพความเป็นจริงที่ว่าภัยคุกคามทางนิวเคลียร์กำลังถูกนักการเมืองหยิบยกมาใช้ แสดงให้เห็นว่าจุดยืนเรื่องการใช้นิวเคลียร์ป้องปรามนิวเคลียร์เป็นเรื่องที่โง่เขลา เราทุกคนควรจะละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง ขณะที่สำนักข่าวการ์เดียนอังกฤษระบุว่า คำกล่าวของนายกเทศมนตรีมัตสึอิเข้าข่ายวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำกลุ่มการเมืองจี 7 ที่ยังคงต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้เป็นเครื่องรับประกันว่า จะทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าใช้อาวุธนิวเคลียร์ มิฉะนั้นจะตายตกตามกันทั้งนี้ การทิ้งระเบิดปรมาณูชื่อรหัส “ลิตเติล บอย” ที่เมืองฮิโรชิมะ เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2488 ส่งผลให้ มีผู้เสียชีวิตในพริบตานับพันคน ก่อนจะทยอยเสียชีวิตเรื่อยๆด้วยพิษบาดแผลและกัมมันตภาพรังสีเป็นจำนวนกว่า 140,000 คนภายในปีดังกล่าว และ ต่อมาในวันที่ 9 ส.ค. กองทัพสหรัฐฯก็ทิ้งระเบิดปรมาณูอีกครั้งชื่อรหัส “แฟต แมน” ที่เมืองนางาซากิ ในเกาะคิวชู ทางภาคใต้ มีผู้เสียชีวิตรวมมากกว่า 80,000 คน และทำให้จักรวรรดิญี่ปุ่นยอมจำนนในวันที่ 15 ส.ค.2488 ปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ.