เป็นนักแสดงที่น่าจับตา หนุ่ม “ณ-ณภัทร วิกัยรุ่งโรจน์” ถ่ายทอดบทบาทการแสดงเข้มข้นหลากหลายถูกใจแฟนๆต่อเนื่อง ล่าสุด ณ ณภัทร โลดแล่นในจอพร้อมกันกับผลงานทั้งละคร “เกมส์โกงเกมส์ (The Scammer Games)” รวมถึง ละคร “บุพเพสันนิวาส” เวอร์ชัน BL ทางช่อง 3 เลยชวน ณ มาพูดคุยถึงความฮอตและการเดินทางในวงการบันเทิง รวมถึงการเดินทางของจิตใจ หลังจากที่จู่ๆเขาก็เลือกที่จะหายไปจากหน้าจอ ไม่รับงานเกือบ 1 ปี เต็มเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับ “ความว่าง” และการคัมแบ็กในแบบที่เอนจอยกับทุกโมเมนต์ เริ่มจาก...ช่วงนี้เห็นผลงานของ ณ ออกมาพร้อมกันหลายเรื่องเลย?“เป็นจังหวะพอดีครับ ผลงานที่เห็นตอนนี้บางเรื่องถ่ายไว้ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้วแต่เพิ่งได้มาออนแอร์ในช่วงนี้พอดี ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมรับงานแน่นมากครับ ทั้ง ‘Bad guys ล่าล้างเมือง’, ‘หยดฝนกลิ่นสนิม (Petrichor The Series)’, ‘เกมส์โกงเกมส์ (The Scammer Games)’ คือถ่ายติดๆกันเลยจนรู้สึกเหนื่อยมาก น่าจะเรียกว่า Burnout เลยมั้งครับ ตอนนั้นทุกวันที่ไปทำงานในหัวผมคิดแต่ว่าอยากออกไปอยู่ว่างๆ อยากไปเคลียร์จิตใจ อยู่กับลมหายใจ และไปปฏิบัติธรรมของตัวเอง อยากไปอยู่ในที่ที่โล่งๆ เกิดคำถามกับตัวเองตลอดว่าเมื่อไหร่จะได้ออกไปสักที ก็เลยเลือกหยุดรับงานไปประมาณปีที่แล้ว 1 ปีเต็ม งานมันไหลต่อเนื่องมาจากสิ่งที่ทำไว้ ตอนนั้นผมเลยตัดสินใจว่าถ้าไม่หยุดตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปหยุดตอนไหน ผมเลยปฏิเสธงานไป 2 โปรเจกต์ใหญ่ รวมถึงงานต่างประเทศที่ปกติผมจะรับ ผมก็ตัดสินใจไม่ไปเลย เพื่อที่จะหยุดพักจริงๆ” อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้เราถึงจุดที่ต้อง “หักดิบ” หยุดรับงาน? “มันอาจจะไม่ได้เรียกว่าหักดิบนะ ผมว่าส่วนหนึ่งมาจากบทที่ได้รับด้วยครับ ช่วงนั้นบทเครียดมาก อย่างเรื่องหยดฝนกลิ่นสนิม ผมต้องรับบทเป็นฆาตกรที่เครียดและกดดันสูงมาก มีซีนหนึ่งที่ต้องหัวเราะเยอะมากในฉาก แต่พอสิ้นเสียงสั่งคัตผมต้องหลบออกจากไฟแล้วน้ำตามันไหลออกมาเองเลย เหมือนอารมณ์มันตีกลับ เลยเป็นช่วงที่เหนื่อยจังเลย ขออยู่โล่งๆไปพักก่อน ตอนนั้นผมอาจจะยังไม่รู้วิธีรับมือหรือถอนตัวละครออกจากตัวเองได้ดีพอ ถึงจะรู้ธรรมะแต่ถ้าเคลียร์แค่จิตใจมันไม่พอ ต้องเอาออกจากร่างกายด้วย”ในช่วง 1 ปีที่หยุดพักไปชีวิตแต่ละวันเป็นอย่างไรบ้าง?“จริงๆตอนนั้นผมเคยคิดถึงขั้นจะบวชยาวเลยนะ กะว่าจะบวชตอนอายุ 30 เพราะจำง่ายดี และตั้งใจจะเคลียร์ภาระทุกอย่างเพื่อบวชแบบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ตอนนั้นผมเข้าไปบอก พี่อ้อม-พิยดา ตอนเป็นดีเจคลื่น Flex ว่าผมจะหยุดและอยากบวช พี่อ้อมก็บอกว่าไม่ให้ไป จนเขาบอกว่าไม่อยากห้ามคนจะไปบวชเรียน ผมใช้ชีวิตอยู่กับความว่างครับ ไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ใส่บาตรตอนเช้า อยู่กับตัวเองจนเต็มอิ่ม มันทำให้ผมได้เห็นว่าความว่างและความโล่งมันสบายขนาดไหน แต่เราก็ได้เรียนรู้เต็มที่ พอมันอิ่ม มันก็ได้เรียนรู้คำตอบว่าเรายังมีกิเลสอยู่ เรียนรู้ว่าจริงๆเรายังมีตัวตนอัตตาบางอย่างที่เรายังงัดออกไปไม่หมด และมันยิ่งทำให้เรายิ่งลดตัวเองลงไปว่าเราเองก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น ไม่ได้พร้อมขนาดนั้น ก็เลยยอมแพ้ก็ได้ ตอนแรกผมคิดว่าถ้าผมหักดิบไปบวช แปลว่าผมชนะ ถ้าผมไม่บวชคือผมยอมแพ้ ซึ่งการยอมรับว่าเราแพ้ มันก็เป็นการละอีโก้หรือตัวตนอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ สุดท้ายก็ต้องเรียนรู้ต่อไป”แล้วอะไรที่ทำให้เปลี่ยนใจกลับมาทำงานในวงการอีกครั้ง?“พอมันอยู่กับความว่างไปถึงจุดหนึ่ง พอได้ทิ้งความคิดนานๆ ก็ทำให้รู้ว่าความเบื่อมันน่ากลัว เราเองก็ติดสนุกเหมือนกัน ทุกวันนี้ก็เลยเลือกกลับมาแบบบาลานซ์ดีกว่า พอเราได้ว่างจนเต็มอิ่มแล้ว พอได้กลับมามันรู้สึก Appreciate กับทุกโมเมนต์ในชีวิตมากขึ้น ถึงมันจะมีปัญหา มีความรู้สึกดีหรือไม่ดีที่เข้ามา เราเลือกเอนจอยกับมันทุกอย่าง ผมไปเรียนการแสดงเพิ่มเติม ทำให้รู้วิธีการจัดการมากขึ้น”บทบาทในผลงานช่วงนี้ค่อนข้างหลากหลาย?“เป็นจังหวะพอดี โปรเจกต์แรกที่รับหลังจากกลับมาคือ ‘บุพเพสันนิวาส’ ตอนที่ทีมงานติดต่อมา ผมใช้เวลาตัดสินใจแค่ 2-3 วันเอง เพราะรู้สึกว่าจังหวะมันพอดีและบทน่าสนใจ ผมรับบทเป็น ‘พ่อเรือง’ ซึ่งเป็นบทที่แฟนๆรู้จักกันดีอยู่แล้ว เป็นการเล่นพีเรียดที่ได้ทำอะไรหลายอย่างมาก ทั้งขี่ม้า พูดภาษาโบราณ ต้องลงคลองไปโดนปลิงกัด เรียกว่าได้ประสบการณ์ใหม่ๆเยอะเลยครับ และเป็นงานแนว BL เต็มตัวเรื่องแรกของผมด้วย มีการปรับลุคใหม่ ถือเป็นภาพลักษณ์ที่แฟนๆน่าจะยังไม่ค่อยเห็นครับ อย่างในพาร์ตปัจจุบันตัวละครผมเป็นหมอ พอพาร์ตอดีตก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ส่วนอีกเรื่อง เกมส์โกงเกมส์ (The Scammer Games) ในเรื่องนี้ผมเล่นเป็นหนึ่งในแก๊งมิจฉาชีพ เป็น ‘สมองของทีม’ คอยวางแผนและแฮ็กข้อมูลครับ” บทบาท “นักต้มตุ๋น” ในเรื่องนี้ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? “สนุกครับ เพราะในชีวิตจริงเราไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ (หัวเราะ) ตอนถ่ายทำเมื่อ 4 ปีที่แล้วผมต้องไปฝึกมายากลกับแชมป์มายากลเลยนะ ฝึกจนเล่นไพ่ได้ เสกไพ่ สับไพ่ได้เนียนมาก แต่ตอนนี้ทิ้งไปหมดแล้ว (หัวเราะ) ก็ออนแอร์ช่วงวันพุธ-พฤหัสพอดี วันอังคารผมเป็นพ่อเรืองยุคอดีต ส่วนวันพุธ-พฤหัสผมกลายเป็นโจรยุคปัจจุบัน (หัวเราะ)” ช่วงก่อนพัก ณ มักจะได้รับบทที่ดูมีลับลมคมใน หรือบทตัวร้ายบ่อยๆ?“นั่นคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ผมเลือกพักงานครับ ช่วงนั้นมีแต่บทตัวร้ายติดต่อเข้ามา จนผมเริ่มกลัวว่าคนดูจะจับทางได้ พอเห็นหน้าผมปุ๊บ คนจะคิดเลยว่าไอ้นี่เดี๋ยวต้องร้ายแน่ๆความตื่นเต้นมันหายไป ในมุมของคนดูผมก็คงเบื่อตัวเองเหมือนกันว่าทำไมรับแต่บทแบบนี้ เลยรู้สึกว่าถ้ายังหาบทที่แตกต่างไม่ได้ ก็พักก่อนดีกว่า จนมาเริ่มรับงานใหม่หลังเบรก 1 ปีนี่แหละครับที่เริ่มมีบทหลากหลายขึ้น อย่างบทในเรื่อง Sky Doctor ที่กำลังถ่ายอยู่ตอนนี้ก็เป็นอะไรใหม่ๆ รับบทเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลครับ เป็นทีมแพทย์ฉุกเฉินทางเฮลิคอปเตอร์ของ True Vision Now ได้ร่วมงานกับนิว-ฐิติภูมิ, กรีน-อัษฎาพร และนัตตี้ ก้อยนัตตี้ดรีม”หลังจากกลับมาจากช่วงพัก 1 ปี แพสชันในการทำงานเปลี่ยนไปไหม?“รู้สึกสนุกกับการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังเลือกบทเหมือนเดิม” เคยมองย้อนไปแล้วเสียดายโอกาสบ้างมั้ย หรือดีแล้วที่เลือกหยุด? “ก็มีทั้งสองอย่างครับ บางจังหวะก็มีเสียดายเหมือนกัน แต่เป็นคนเชื่อว่าทุกอย่างมันเขียนไว้แล้ว อะไรจะเกิดมันก็เกิด” สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้ในช่วงที่หายไปคืออะไร? “ความเบื่อนี่น่ากลัวมากครับ การที่ชีวิตมันว่างเปล่าและโล่งจนเกินไปในช่วงแรกมันดูมีค่านะ แต่พออยู่นานๆไปมันก็เป็นสภาวะที่รับมือยากเหมือนกัน ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณ เน น้องชายครับ เพราะในช่วงที่ผมพัก น้องเติบโตและทำงานได้ดีมาก เมื่อก่อนผมรู้สึกเหมือนแบกทุกอย่างไว้เองจนไม่มีสเปซให้ตัวเองได้คิด แต่พอเห็นว่าน้องดูแลที่บ้านได้ และครอบครัวไม่ได้ลำบาก ผมเลยหมดห่วงเรื่องภาระและกล้าที่จะออกไปใช้เวลาของตัวเองครับ” สนุกกับวงการ แล้วในมุมการใช้ชีวิตล่ะเปลี่ยนไปอย่างไร? “ผมบาลานซ์ชีวิตได้ดีขึ้นครับ ผมก็ไม่รู้ว่าที่ผมคิดมันถูกมั้ยนะ ตอนนี้คือพยายามรู้สึกผิดกับตัวเองให้น้อยลง เมื่อก่อนเวลาผมว่างแล้วไปนั่งอ่านการ์ตูนหรือดูซีรีส์ผมจะรู้สึกว่าตัวเองทำเรื่องไร้สาระ เสียเวลา แต่ตอนนี้ผมมองว่านั่นคือการพักผ่อนจริงๆ อะไรที่ทำแล้วเรามีความสุขและได้พักใจ ผมจะทำโดยไม่ตำหนิตัวเองครับ และอาจจะไม่คิดเยอะ จะพยายามพูดออกมา ปกติจะคิดวนๆอยู่แต่ในหัว”เป้าหมายในวงการบันเทิงหลังจากนี้ ณ วางไว้อย่างไร?“ผมไม่มีเป้าหมายที่ตายตัว ผมแค่สนุกและเอนจอยกับสิ่งที่ทำไปเรื่อยๆ ได้ลองอะไรใหม่ๆ ได้เปลี่ยนตัวตนกับบทใหม่ๆ วันนี้ผมก็สนุกกับมันมากขึ้น Appreciate กับทุกโมเมนต์มากขึ้น ผมก็แฮปปี้ที่มีคนจำได้และยอมรับในผลงานของเรา ถึงผมจะเป็น Introvert ใช้พลังเยอะกับการเจอคนเยอะๆ แต่ลึกๆในความเป็นมนุษย์เราก็แฮปปี้กับการได้รับการยอมรับ เป้าหมายเดียวที่มีคืออยากเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ ในฐานะนักแสดงผมไม่มีแผนว่าจะต้องไปถึงจุดไหน ผมมองว่าชีวิตคือการเรียน รู้ และทุกอย่างมันถูกเขียนไว้ในหนังสือชีวิตอยู่แล้ว ผมแค่เดินไปตามนั้น อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดครับ”พูดถึงเรื่องความรัก “ณ ขณะนี้” ของ ณ เป็นอย่างไรบ้าง?“ตอนนี้ก็ไม่ได้ปิดกั้นครับ มีคนคุยอยู่เรื่อยๆ เพราะผมเองก็เป็นคนขี้เหงาระดับหนึ่ง (หัวเราะ) แต่ถามเรื่องการสร้างครอบครัวหรือการมีลูก ตอนนี้ผมยังรู้สึกว่ามันเป็นพันธะที่น่ากลัวสำหรับเป้าหมายทางธรรมของผม แต่ในอนาคตความรู้สึกนี้อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งผมอาจจะอยากมีลูก 3 คนก็ได้ แต่ ณ ขณะนี้ผมขอโฟกัสกับปัจจุบันและสนุกกับชีวิตที่เป็นอยู่ครับ”.เรื่อง : สุภลััคน์ วุฒิกรีธาชัยอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม