ผ่านไปเรียบร้อยโรงเรียนไทยแล้วนะครับสำหรับคอนเสิร์ตอำลาแฟนๆ ของนักร้อง “ดูโอ” 2 พี่น้อง “อัสนี–วสันต์ โชติกุล” ที่เรียกกันว่า Farewell Concert อัสนี-วสันต์ “อยากจะย้ำชัดๆครั้งสุดท้าย” ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานีด้วยการแสดงทั้งหมด 5 รอบด้วยกัน ได้แก่ วันที่ 3,5,6,8 และ 9 กันยายน 2569 ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ซึ่งแต่เดิมก็กำหนดไว้ 5 วันเช่นกัน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน...และเริ่มไปแล้วด้วยซ้ำ ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุ โครงสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อยกระดับเก้าอี้ที่นั่งชั่วคราวเกิดทรุดตัวลง จำเป็นต้องยุติการแสดงกลางคัน ซึ่งทางคณะผู้จัดก็เยียวยาให้โดยยกมาจัดเพิ่มชดเชยในวันที่ 9 กันยายน 2569 ดังกล่าวดังนั้น หากว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นการอำลาเวทีอย่างแท้จริง และไม่มีการกลับมาแสดงในลักษณะนี้อีกในอนาคตข้างหน้าก็ต้องถือว่าวันที่ 9 เดือน 9 ของปี 2569...เป็นวันแสดงคอนเสิร์ตร่วมกันเป็นครั้งสุดท้ายของ “ดูโอ” นักร้อง 2 พี่น้องคู่นี้หากไม่นับเหตุการณ์ “ที่นั่งทรุด” จนต้องยุติการแสดงในวันที่ 2 กันยายน ซึ่งแรกๆก็เป็นข่าวว่าจะเกิดความวุ่นวายพอสมควรนั้น แต่จากการประกาศยืนยันให้ผู้ที่ซื้อบัตรไว้สามารถมาชมได้ในวันชดเชย และใครมาไม่ได้ก็สามารถรับเงินคืนได้เต็มจำนวน ฯลฯ ทำให้ทุกอย่างคลี่คลายลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้การแสดงทั้ง 5 รอบใน 5 วัน รวมทั้งวันชดเชยด้วยนั้น กลายเป็นการสร้างความสุข ความสมหวัง ความชื่นชม และความชื่นใจแก่แฟนๆ อัสนี–วสันต์ ที่มาดูในอิมแพ็ค อารีน่า เต็มทุกรอบ และรอบสุดท้ายมีการถ่ายทอดสดผ่าน AIS PLAY ด้วยนั้น สุขสำราญบานใจไปตามๆกันหากมองย้อนหลังกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองสุดขีดของ “อัสนี–วสันต์” จะพบว่าอัลบั้มแรกที่ฮิตมาก จนแฟนเพลงรู้จัก และเริ่มติดตาม อันได้แก่ชุด “บ้าหอบฟาง” นั้น ออกจำหน่ายในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ.2529ต่อมาในปี 2530 ก็มีชุด ผักชีโรยหน้า และมีเพลงติดหูมากๆหลายเพลง เช่น ก็เคยสัญญา บังอร เอาแต่นอน ฯลฯ พ.ศ.2531 คลอดชุด กระดี่ได้น้ำ ก็มีเพลงดังอย่าง บังเอิญติดดิน, ทำดีได้ดี, ยินยอม ฯลฯดังที่สุดและน่าจะขายดีที่สุด ยอดขายทะลุ 1.47 ล้านชุด หรือล้านแล้วจ้าเป็นครั้งแรก ได้แก่ชุด ฟักทอง ที่ออกวางตลาดเดือนกุมภาพันธ์ 2532 ซึ่งมีทั้งเพลง ยินดีไม่มีปัญหา, วัวลืมตัว, ได้อย่างเสียอย่าง, หัวใจสะออน และเพลงนี้เลยดังทั่วประเทศไทย “กรุงเทพมหานคร” วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เขียนถึงเพลงนี้ไว้ดังนี้ครับ“กรุงเทพมหานคร” (เพลง) เป็นเพลงของ อัสนี–วสันต์ ลำดับที่ 5 ในอัลบั้ม ฟักทอง เผยแพร่เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2532 โดยมีความพิเศษ เนื่องจาก อัสนี โชติกุล และ กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา ได้ประพันธ์ทำนองใส่ลงไปในเนื้อร้อง ซึ่งมีเฉพาะชื่อเต็มของกรุงเทพมหานครที่พระราชนิพนธ์โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว...แล้วขับร้องเป็นจำนวน 7 รอบ และเรียบเรียงเป็นดนตรีร็อกยาว 6.18 นาที ทำให้ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันเนื่องจากทำให้ประชาชนสามารถจำชื่อเต็มของ กรุงเทพมหานคร ได้ง่ายขึ้นหลังจากปี 2532 เป็นต้นมา อัสนี-วสันต์ ยังคงอยู่กับ GMM Grammy และออกอัลบั้มปีละชุดออกมาอีกหลายๆชุด เช่น “สับปะรด” (2533), “รุ้งกินน้ำ” (2536), “บางอ้อ” (2540), “จินตนาการ” (2545), “เด็กเลี้ยงแกะ” (2549) และ “พักร้อน” (2550)อัสนี-วสันต์ ลาออกจากแกรมมี่เมื่อปี 2554 และไปตั้งบริษัทใหม่ชื่อ สหภาพดนตรี แต่ไม่มีเพลงใหม่ๆที่ดังมากๆเหมือนยุคแรกๆออกมาสู่ท้องตลาดอีกเลย...ดังนั้นหากจะนับช่วงเวลาที่ อัสนี–วสันต์ โด่งดังที่สุด หรือพีกสุดๆจึงอยู่ในช่วงของปี “พ.ศ. 2529–พ.ศ.2540” ดังกล่าวย้อนกลับไปดูเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยบ้างจะพบว่าในช่วงเวลาที่อัสนี-วสันต์ “เริ่มรุ่ง” นั้นจะเป็นยุคเดียวกับยุค “โชติช่วงชัชวาล” ของประเทศไทยนั่นเองปี 2527 เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมีปัญหาจน “ป๋าเปรม” นายกฯสมัยนั้นต้องประกาศลดค่าเงินบาทและเชิญชวนชาวไทยให้ประหยัด และใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยปี 2528 ผลจากการลดค่าเงินทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นทันตาเห็นทุกอย่างของประเทศดีขึ้นหมด แม้แต่กีฬาประเทศไทยก็สามารถคว้าตำแหน่งเจ้า “เหรียญทองซีเกมส์” มาครองได้สำเร็จ และที่สำคัญที่สุดมีการเปิดโรงงานแยกก๊าซแห่งแรกของ ปตท. ณ มาบตาพุด นำประเทศไทยเข้าสู่ยุค “โชติช่วงชัชวาล” ด้วยในปีเดียวกันประเทศไทยโชติช่วงต่อมาอีก 12 ปีเต็มจาก 2528 ถึง 2540 จึงเกิดภาวะ “ต้มยำกุ้ง” เศรษฐกิจเกือบล่มสลาย...แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็น 12 ปีแห่งความเจริญเติบโตอย่างแท้จริงจนได้ฉายาว่า “เสือเศรษฐกิจตัวใหม่” แห่งเอเชียไปแล้วด้วยซ้ำอัลบั้มแรกของ “อัสนี–วสันต์” คลอดออกมาในปี 2529 และอย่างที่สรุปไว้ว่า ทุกอัลบั้มในช่วงเวลาดังกล่าวดังหมด และดังที่สุดคือ พ.ศ.2532 จากชุด ฟักทอง ที่กราบเรียนแล้วว่ามีเพลงมหามงคลยิ่ง “กรุงเทพมหานคร” เป็น 1 ในเพลงชูโรงช่วง 2528-2540 คนเกิดใน Silent Generation ปลายๆสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างรุ่นผม จะมีอายุระหว่าง 44 ปี ถึง 56 ปี เป็นส่วนใหญ่...และประสบความสำเร็จในการทำงานถึงขั้นสร้างเนื้อสร้างตัวได้เป็นส่วนใหญ่เช่นกันขณะเดียวกันกลุ่ม Baby Boomer ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่มากก็อยู่ในระหว่างอายุ 30 กว่านิดๆ และต่ำสุดก็ 22-23 เพิ่งเรียนจบและเข้าทำงานซึ่งยุคนั้นก็หางานง่ายเสียด้วยตามมาด้วยกลุ่ม Generation X อีกจำนวนหนึ่ง เพราะพวกต้นๆ Gen อายุประมาณ 20 ปีกำลังเรียนมหาลัยและอีก 4 ปีเมื่อจบก็ยังพอหางานง่ายเช่นกันเนื่องจากห้วงเวลาดังกล่าวเป็นห้วงแห่งความสุขของคนไทย สุขทั้งเศรษฐกิจ ทั้งสังคม และกีฬา ฯลฯ เราจึงตักตวงความสุขตุนเอาไว้เต็มที่ และจดจำมันไว้ใต้จิตสำนึก... เมื่อมาถึงวันนี้ที่ส่วนใหญ่ของคน 3 เจน โดยเฉพาะ 2 เจนแรกที่เกษียณไปมากแล้วนั้น อยู่ในขั้น “มีกินมีใช้” ก่อนเกษียณผู้คนเหล่านี้จึงมีเงินพอที่จะจ่ายเพื่อซื้อตั๋วแพงๆ (โดยเฉพาะ ตั๋วผี หรือตั๋ว รีเซล แพงมาก) ไปสนุกกันได้อย่างในภาพที่เกิดขึ้นดังปรากฏอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรบ้าง? ประเทศไทยจะยังมีความสุขอะไรทิ้งเป็นมรดกให้คนรุ่นใหม่ๆจดจำแล้วมารำลึกความสุขในวันที่พวกเขาเติบโตและแก่ตัวบ้างหรือไม่อย่างไร?ขอทิ้งเป็นเครื่องหมายคำถาม? เอาไว้ก็แล้วกันเพราะหัวหน้าทีมซอกแซกแก่เกินกว่าจะจดจำและวิเคราะห์ได้เสียแล้วครับ.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “ซูมซอกแซก” เพิ่มเติม