โลกยังมืดมนอยู่กับสงครามที่ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายช่องแคบฮอร์มุซ วิบากกรรมร่วมของมวลมนุษยชาติต้องเผชิญกับราคาน้ำมันดิบดีดขึ้นทะลัก 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกจนได้ ผูกติดกับอารมณ์ “คาวบอยไบโพลาร์” กับ “แขกพาล” แนวรบ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐอเมริกา สั่งถล่มเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านจมทะเล กระตุกฝั่งเตหะรานตั้งป้อมถล่มกลับฐานทัพอเมริกันในตะวันออกกลางอีกทางกบฏฮูตีของเยเมน ก็ถล่มเส้นทางเดินเรือน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง ผลก็ตามคาดการณ์ พลังงานช็อตทั่วโลก ระเบิดตูมตามทางฟากโลกโน้น สั่นสะเทือนถึงคนทางฟากโลกนี้เชื้อไฟสงครามตะวันออกกลางลามเข้ามานัวเนียกับไทยแลนด์แดนตะวันออกไกล ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่กระแสต่อต้าน “อิสราเอล” หนึ่งในคู่ขัดแย้งหลักในแนวรบศาสนา “ยิว–มุสลิม” กำลังก่อชนวนร้อนในราชอาณาจักรสยามตามจังหวะ “ม็อบการเมือง” ลากมาเขย่าเกมอำนาจ“ขาใหญ่ก๊วนพันธมิตรโพกผ้าเหลือง” รีเทิร์น นำขบวน “ราดน้ำมัน” โหมกองไฟฉวยเชื้อเพลิงขับไล่ต่างด้าว “ออกไป” อาละวาดใส่รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ฐานปล่อยให้ “ยิว” อพยพเข้ามาปักหลักยึดประเทศไทยเสี่ยงอิทธิพล “ไซออนิสต์” เหมือนเคลมดินแดนปาเลสไตน์ประเดิมเคาะสนิม ระดมมวลชนบุกสถานทูตอิสราเอลประจำกรุงเทพฯ ต่อเนื่องกับการลุยปะฉะดะเศรษฐีชาวยิวที่ลงหลักปักฐานเป็นเจ้าของที่ดินชายทะเลหรูภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ฯลฯราวีไม่เว้นแม้แต่สุสานที่ฝังศพชาวยิว ไล่ให้รื้อออกจากเมืองไทยปลุกกระแสชาตินิยม ทวงคืนแผ่นดินกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตูแต่ดูทรงก็ยังนัวเนียๆ เนื้อหาบนเวทีปราศรัยแตกประเด็นกระจัดกระจาย จับต้นชนปลายลำบาก ไม่ต่างจากขนมผสมน้ำยา “โรตีมะตะบะ” กับ “แกงไตปลา”สถานการณ์ “คนละเรื่องเดียวกัน” โยงเป็น “ม็อบเดียวกัน”ตามสัญญาณ “แกนนำขาใหญ่” ถือโอกาสส่งซิกล่วงหน้าในคิวบุกสถานทูตอิสราเอลล็อกปฏิทินข้ามช็อตไปวันที่ 14 กันยายนนี้ ดีเดย์ “7 เสือ กกต.” ได้ฤกษ์ฟันธงคดีทุจริต “ฮั้ว สว.” คำรามขู่ดักคอกันโต้งๆ ถ้าหากผลออกมา “ตัดตอน” หรือ “สวนทาง” กับความรู้สึกและการรับรู้ของประชาชนเจอระดมมวลชนนัดชุมนุมใหญ่แสดงพลังกดดันแน่นอน“ม็อบอาชีพ” ปรับธงกันได้ตามจังหวะ จากระดมพลต้านยิวยึดประเทศ หักเลี้ยวมากระโดดร่วมวงไล่บี้คดีฮั้ว สว.ที่กำลังร้อนเป็นไฟสุมขอน ลูกเก๋าของขาใหญ่ม็อบโพกผ้าเหลือง ชิงเหลี่ยมจองถนน “เลนขวา”แสดงพลังของฝั่งอนุรักษ์นิยมด้วยกัน ที่รับไม่ได้กับก๊วนน้ำเงินกินรวบอำนาจและผลประโยชน์แนวร่วมยืนงงในดงม็อบ ยังไม่รู้เป้าหมายปลายทางชัดเจนแต่นั่นก็เบาใจได้ “เลนขวา” ยังคู่ขนานกับ “เลนซ้าย” ไม่มีทางบรรจบกันเพราะอีกฟากถนนฝั่งเสรีนิยม “กุมารเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านหัวหน้า พรรคประชาชน ก็ร่อนสารผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว นัดหมายแนวร่วมกองทัพส้ม จัดกิจกรรมเดินมินิมาราธอน 11 กิโลเมตรล็อกคิววันที่ 13 กันยายน แสดงพลังเชิงสัญลักษณ์กดดันกันพอเป็นพิธีตามวิถีของการเมืองรุ่นใหม่ที่ยึดมั่นกับระบอบรัฐสภาจังหวะไฟต์บังคับที่เสียงข้างมากบล็อกในสภา พรรคประชาชนจำเป็นต้องลากเกมออกมาลงถนน ดึงกระแสแนวร่วมภายนอก เพื่อชนกำแพง “ระบอบน้ำเงิน” ที่ล้อมรัฐบาล “อนุทิน” หนาแน่นแต่ก็ต้องระวังหลงเข้าแผนลึก พวกจ้องผสมโรงป่วนเกมนอกสภาโดยโจทย์สถานการณ์ยากๆ ทีมส้มต้องพยายามถอยห่างจากม็อบขาใหญ่ ประคองตัวอยู่ในเลนซ้าย ไม่ตกเป็นเครื่องมือเกมปั่นม็อบ ต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ไม่มั่วกับเกมตะลุมบอนฝ่ายโหนขบวนอนุรักษ์นิยมที่แย่งแชร์ขนมกันไม่ลงตัวที่แน่ๆโดนจังหวะม็อบคร่อมเลน ขนาบซ้าย-ขวา ส่งเสียงโห่ร้องกดดันกันทุกวัน สังเกตว่า “7 เสือ กกต.” ก็ยังกบดานนิ่งอยู่ในถ้ำ นับจากวันที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดหมาย 14 กันยายน กำหนดส่งคำตอบสุดท้าย เคาะโต๊ะสำนวนคดีฮั้ว สว.ส่งศาลฎีกามีแค่สัญญาณเข้มหลุดออกมา ถึงขั้น “ล็อกคอ” กกต.ทุกคนต้องแจกแจงคำวินิจฉัยส่วนตัวก่อนลงมติ 14 กันยายนนี้ หวยจะออก 26 “ชงขม” ล้างบาง หรือ 36 “ชงบาง” เป็นน้ำล้างถ้วยยังเป็นเรื่องเซียนหวยวงนอกวิเคราะห์กันตาม “ความน่าจะเป็น” และอาการ “อยากให้เป็น”แม้แต่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ตัวจี๊ดที่ปั่น “สงครามกุหลาบฯ” ต้อนหน้าต้อนหลัง เพื่อนรักร่วมรุ่น “OSK90” อย่าง “เนวิน ชิดชอบ” เปิดโพยแฉก๊วน “สวนกุหลาบฯคอนเนกชัน”โชว์ฟอร์มเด่นร่วมในกระบวนการไล่บี้ไล่ต้อนคดีฮั้ว สว.มาอย่างถึงลูกถึงคนเอาจริงก็ยังไม่กล้าเสี่ยงหน้าแตก แค่ “แทงกั๊ก” วิเคราะห์แนวทางการลงมติของ กกต.ออกได้ 2 ทาง“แบบพลีชีพ” คือยึดมติ 5 ต่อ 2 ของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 เป็นฐาน และปล่อยผู้ถูกร้องออกจากคดีให้มากที่สุด โดยเฉพาะไม่แตะฝ่ายการเมืองปล่อยผี “นายกฯอนุทิน” กับทีมภูมิใจไทยที่ตกเป็นจำเลยร่วมใน 229 ราย“แบบเอาตัวรอด” พิจารณาพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา และส่งศาลฎีกาเฉพาะรายที่เห็นว่ามีความผิดหรือมีเหตุให้เชื่อว่ามีการทุจริตหรืออาจส่งผู้ถูกร้องทั้งหมด 229 คนให้ศาลเป็นผู้พิจารณาต่อ“ล้างป่าช้า” ก๊วนเขากระโดง โยงไปถึงคดียุบพรรคภูมิใจไทยแล้วก็ไม่วายติดติ่งทิ้งทุ่นห้อยท้าย จอมปั่นอย่างนายสมชัย ฟันธง ไม่ว่าผลการวินิจฉัยของ “7 เสือ กกต.” จะออกมาในทิศทางใด อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังใช้คำว่า “อาจ” สะท้อนอารมณ์คาดการณ์ แต่ไม่กล้าคาดหวังเรื่องของเรื่อง “กระแส” กับเกมอำนาจการเมืองแบบไทยๆ มันไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันเสมอไปมันก็อย่างที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ โพล่งกลางวงนักศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)ส่งสาร “สารภาพบาป” แทน “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์ อ้างอดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เสียใจอย่างสุดซึ้งที่ออกแบบกติกาให้ สว.เลือกกันเอง นำมาซึ่งขบวนการ “สว.โพยฮั้ว” ขี้เหร่สุดในประวัติศาสตร์พลาดทิ้ง“มรดก บาป” ไว้ในเกม อำนาจ ทางการเมือง กลายเป็นเรื่องที่ “ซือแป๋มีชัย” ต้องออกมาบอกปัด ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเจอ ไม่เคยพูดว่าเสียใจแต่เรื่องของเรื่อง ไฮไลต์มันอยู่ตรงที่นายนครินทร์ ในฐานะ “โจทก์ตัวจี๊ดทีมส้ม” ออกตัวล้อฟรีเป็นเชิงรับสภาพ กติกากฎหมายภายใต้เกมอำนาจการเมืองแบบไทยๆ มันอธิบายกับนักกฎหมายนานาชาติลำบากจากเหตุยุบพรรคการเมืองเป็นว่าเล่น ปลดนายกฯเป็นงานประจำต้องตอบแบบ “กำปั้นทุบดิน” ก็กฎหมายเขียนไว้อย่างนี้ระดับตัวเทพในสำนัก “ตักศิลารัฐธรรมนูญ” เมืองไทย ออกลีลาเด้งเชือก ลอยตัวสารภาพบาป ยอมรับ “ผิดพลาด” แต่ไม่อาจทำนอกกติกาที่เขียนเพี้ยนๆไว้ มันส่อโยงสัญญาณถึงคดี “ฮั้ว สว.” ที่ดีเดย์ 14 กันยายน “7 เสือ กกต.” ชงศาลฎีกา“หนุมานเหาะเกินกรุงลงกา” ไม่ได้ ยังไงก็ต้องตัดสินตามหลักฐานในสำนวนคดีตามกฎหมายมันก็ไม่แปลกถ้าหวยจะออก 36 “ชงบาง”หักอารมณ์ม็อบ “คร่อมเลน” เกมมวลชนแยกกันคนละถนนยากชนกำแพง สกัดความแรงขบวนน้ำเงินไม่อยู่นั่นก็ไม่ต้องห่วงเสียงแน่นๆฐานปึ้กๆ ล่าสุดที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเสียงข้างมาก 338 ต่อ 144 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเสียงข้างมาก 338 เสียง ที่ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 นั้นส่วนใหญ่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พรรคเพื่อไทย ก๊วน “เถ้าแก่ใหญ่” ไม่มีแตกแถวแถม 388 ยังได้แต้มจากพรรคกล้าธรรมจำนวน 56 เสียงใส่พานถวายเคลียร์คลอไม่ห่าง เป็น “ฝ่ายคอย” ในฝ่ายค้านรอเสียบทุกวินาที.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม