ตลาดรถยนต์เมืองไทยกำลังเปลี่ยนจากเกมที่แข่งกันว่า “ใครมีรถใหม่มากกว่า” ไปสู่เกมที่ยากกว่าเดิม นั่นคือใครจะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้ยาวนานที่สุด เพราะต่อให้รถดีแค่ไหน หากวันที่ต้องเข้าศูนย์ บริการกลับเต็มไปด้วยคำถาม ความได้เปรียบ จากวันเปิดตัวก็อาจเลือนหายเร็วกว่าที่คิดนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทิศทางล่าสุดของ GWM (Thailand) หนึ่งในค่ายรถจีนที่มาแรงในบ้านเรา น่าสนใจกว่าการเปิดตัวรถใหม่หนึ่งรุ่น เมื่อบริษัทเลือกวาง “ความยั่งยืน” และ “บริการหลังการขาย” ไว้เป็นแกนสำคัญของการเติบโตในประเทศไทย พร้อมประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ต้องการก้าวขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยไว้วางใจสูงสุดในงาน GWM Partner Meeting 2026 ซึ่งมีเครือข่ายพาร์ตเนอร์ 71 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วม ภาพที่ถูกสื่อสารออกมาจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขยอดขาย แต่เป็นการวางหมากระยะยาว ตั้งแต่การเพิ่มสต๊อกอะไหล่ การยกระดับทักษะช่างเทคนิค ไปจนถึงการปรับบทบาทของพาร์ตเนอร์สโตร์ให้เป็นมากกว่าโชว์รูมหรือศูนย์บริการ หากต้องเป็น “คนกลาง” ที่รับฟังปัญหาจากผู้ใช้และส่งเสียงนั้นกลับไปถึงแบรนด์เพราะในโลกของรถยนต์ยุคใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าไม่ได้จบลงวันที่ส่งมอบกุญแจ ตรงกันข้าม วันนั้นต่างหากคือจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ตัวเอง GWM (Thailand) เดินเกมผลิตภัณฑ์ด้วยแนวคิด “All Scenarios–All Power trains–All Users” ซึ่งสะท้อนความพยายามไม่ผูกตัวเองไว้กับระบบขับเคลื่อนใดระบบหนึ่ง ในขณะที่ตลาดเดินหน้าไปสู่ EV บริษัทก็ยังเปิดพื้นที่ให้ HEV, PHEV และเครื่องยนต์สันดาปเดินไปพร้อมกัน ผ่านแพลตฟอร์ม GWM ONE Platform ที่รองรับระบบขับเคลื่อนหลากหลายรูปแบบตรรกะของเกมนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา ผู้บริโภคไม่ได้มีชีวิตเหมือนกันทุกคน รถที่เหมาะกับคนหนึ่งอาจไม่ตอบโจทย์อีกคน และในวันที่ต้นทุนการเป็นเจ้าของรถถูกนำมาคิดละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ความยืดหยุ่นในการเลือกขุมพลังจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีตัวเลขในไทยสะท้อนว่ากลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มสร้างฐานของตัวเองขึ้นมาแล้ว โดย GWM ระบุว่า ยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เติบโต 19% และมีครอบครัวผู้ใช้งานสะสมมากกว่า 64,000 คัน ขณะที่แผนช่วงครึ่งปีหลังเตรียมรถใหม่อย่างน้อย 4 รุ่น ครอบคลุมทั้ง EV, HEV และเครื่องยนต์ดีเซลและดีเซลที่ว่านี้ไม่ได้มาแบบขอพื้นที่เล็กๆ แต่เปิดตัวด้วยรถที่มีน้ำหนักในตลาดอย่าง NEW TANK 500 3.0T DIESELการเลือกนำเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตรเข้ามาใน TANK 500 เป็นหมากที่มีเหตุผลในตัวเอง เพราะแม้กระแส EV จะร้อนแรง แต่ตลาดรถขนาดใหญ่สำหรับครอบครัว รถเดินทางไกล และรถที่ต้องรับมือกับเส้นทางหลากหลาย ยังคงมีผู้ใช้จำนวนไม่น้อยที่ให้คุณค่ากับแรงบิด ความทนทาน และความพร้อมในการใช้งานมากกว่าการตามเทรนด์เพียงอย่างเดียวเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ VGT 3.0 ลิตรของ TANK 500 ให้กำลัง 231 แรงม้า แรงบิด 620 นิวตัน-เมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดตัวเลขแรงบิดนี่เองคือหัวใจของรถ เพราะมันไม่ได้มีไว้โชว์บนกระดาษ แต่เป็นสิ่งที่ผู้ใช้สัมผัสได้ตั้งแต่การออกตัว การเดินทางพร้อมผู้โดยสารเต็มคัน ไปจนถึงการลากรถหรือพาตัวเองออกจากเส้นทางที่ไม่ราบเรียบ!!!เกสตาโปคลิกอ่านคอลัมน์ “สังเวียนยานยนต์” เพิ่มเติม