สภาพ “5 เสือ” ต้อง “อมบ๊วย” แก้มตุ่ยไปตามๆกัน ยืนยันจากสำนักมาตรฐาน “พระปกเกล้าโพล” สถาบันพระปกเกล้า เปิดผลสำรวจเรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต.” ของกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศไทยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หล่นไปอยู่ที่โหล่เปอร์เซ็นต์ความเชื่อมั่นต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหลือแค่ร้อยละ 3.8 เท่านั้น ถือเป็นโจทย์ท้าทาย “5 เสือ กกต.” ภายใต้การนำของนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ที่พกดีกรีตาชั่งมาจาก “สายศาล”เข้ามาในจังหวะคาบลูกคาบดอก คดี “ฮั้ว สว.” ไหลมาถึงจุดไคลแมกซ์ตามกรอบเวลาที่นายณรงค์ล็อกโปรแกรมเอง กำหนดประชุมมาราธอนต่อเนื่องกัน 12 ครั้ง เร่งให้จบภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อพิจารณาส่งสำนวนให้ศาลฎีกาวินิจฉัยตามกระบวนการต่อไปท่ามกลางกระแสกดดัน วัดใจ “5 เสือ กกต.” โดยการชงสำนวนจาก “จอมหักคอไก่” อย่าง “แหวง เซราะกราว” นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.จะยึดตามสำนวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ที่ “ชงขม” เหมากวาดขบวนการฮั้วชุดใหญ่ ไล่ถึงระดับหัวขั้ว หรือปรับมาใช้สำนวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 36 ที่ “ชงบาง” ล็อกเป้าแค่ระดับหางแถวแนวโน้มเดาลำบาก ผลพลิกได้แบบคนละขั้วเลยที่แน่ๆอารมณ์ไหนๆก็ไหนๆ ในเมื่อโพลก็ไม่เชื่อมั่น สังคมให้คะแนน “กกต.อมบ๊วย” มันก็แปลกถ้าหวย “ฮั้ว สว.” จะออกมาตามสำนวนคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 36 “ชงบาง” ล่อเป้าเฉพาะพวกหางๆส่งศาลฟัน สว.ที่มีพฤติการณ์หลักฐานชัดว่า อยู่ในขบวนการฮั้วลากไปเอาผิด “ตัวเป้ง” ไม่ได้ ที่สุดเลยก็เปลี่ยน สว.น้ำเงินตัวจริงออก สลับตัว สว.สำรองน้ำเงินเข้า สังเวยกระแสกดดันกันพอเป็นพิธี ไม่ได้มีผลต่อความเชื่อมั่น กกต.ที่เรี่ยราดติดดินณ วันที่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครแต้มเครดิตสูงไปกว่ากันตามฟอร์มแต้มเฉือน กกต.ไปไม่เท่าไหร่ ก็คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ได้คะแนนความเชื่อมั่นแค่ 10.9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นทั้งๆที่มีสถานะคือ องค์กรหลักในการปราบปราม “คอร์รัปชัน”มันถือเป็นโจทย์หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน สำหรับนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธาน ป.ป.ช. ที่พกดีกรีมาจากสายผู้พิพากษาศาลยุติธรรมเหมือนกันสลับฉากจากบัลลังก์มากุมบังเหียน ป.ป.ช.ที่มีระดับความเชื่อมั่นน้อยสุดในประวัติศาสตร์ ไม่อาจปฏิเสธสภาพวิกฤติศรัทธาต่ำเตี้ยเรี่ยดินกว่า ป.ป.ช.ในยุคอดีตที่เคยเกรียงไกรแทบไม่เหลือเขี้ยวเล็บให้เป็นที่เกรงขามของแก๊งทุจริตโกงบ้านโกงเมืองเรื่องปัดเป่าคดีของ “เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ขาใหญ่อาณาจักรเขากระโดง สวนทางคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นปาฏิหาริย์ทำ ป.ป.ช.โดนหั่นแต้มความโปร่งใสไปอื้อซ่าไหนจะมติเสียงข้างมาก ป.ป.ช.ให้ยกคำร้องคดีทุจริตโครงการจัดหาที่ดินปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่อดีตผู้บริหารบริษัทพีทีที กรีนเอเนอร์ยี่ฯในเครือยักษ์ใหญ่ ปตท.จำกัด (มหาชน) ตกเป็นจำเลยสร้างความเสียหายให้เครือ ปตท.มหาศาล กว่า 2 หมื่นล้านบาทสวนกระแสธรรมาภิบาล ค้านสายตาผู้ถือหุ้นยักษ์พลังงาน แถมสร้างปรากฏการณ์เพี้ยนๆ การ “ปัดตกคดี” ของ ป.ป.ช.เปิดช่องให้ขบวนการทุจริตฟ้องกลับ เรียกค่าเสียหาย 500 ล้านบาทจาก ปตท.อีกต่างหากยังดีที่ผู้บริหาร ปตท.ปัจจุบันไม่ยอมแพ้ ยึดหลักธรรมาภิบาลแน่น ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นแข็งใจเดินหน้ายื่นฟ้องคดีเอง และที่สุดเลยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตกลางฯมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่เครือ ปตท.ลุยดำเนินคดีอดีตซีอีโอบริษัทพีทีที กรีนเอเนอร์ยี่ฯ และพวกรวม 3 รายผู้เสียหาย เหยื่อคอร์รัปชัน กล้า “ขี่ม้าสามศอก” ข้ามด่านองค์กรอิสระโดนใจสังคมที่กำลังเสื่อมศรัทธา ป.ป.ช.ยังพอมีความหวังกับกระบวนการยุติธรรมไม่ต้องรอกฎแห่งกรรม รอให้ศาลยุติธรรมตัดสินดีที่สุด.ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม