สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน และ สว. กว่า 140 คน ยื่นคำร้องต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 กล่าวหา ป.ป.ช.ทั้งคณะ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังยกคำร้องคดีซุกหุ้น ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ชี้กระบวนการตรวจสอบบกพร่อง และละเลยการวินิจฉัยความผิดเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจน แค่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพียงพบว่า “มีเหตุอันควรสงสัย” ว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ก็ต้องส่งคำร้องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ แต่เวลาล่วงเลยมา 74 วัน คำร้องยังถูกแช่แข็ง ล่าสุดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาอีกชั้น แต่ปกปิดรายชื่อลับลวงพรางพฤติกรรมเสี่ยงขัดต่อคำปวารณาทำงานอย่างเที่ยงธรรม ตามที่เคยแสดงวิสัยทัศน์กลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยได้ให้คำมั่นกับผู้แทนปวงชนชาวไทยว่า จะให้สภาฯเป็นที่พึ่งหวังของประชาชน สร้างต้นแบบการทำงานการเมือง เพื่อสร้างศรัทธา และเกียรติให้กับสถาบันนิติบัญญัติขณะที่ตามแนวทางปฏิบัติของรัฐสภา ก่อนส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกา ประธานรัฐสภาจะมอบฝ่ายกฎหมาย และข้าราชการประจำกลั่นกรอง มุ่งตรวจสอบความถูกต้องของลายมือชื่อให้ครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด พร้อมสอบทานหลักฐานตามสมควรของผู้ร้อง ก่อนเสนอใช้ดุลพินิจตัดสินใจแม้กฎหมายไม่กำหนดกรอบเวลาแน่ชัด แต่มีบรรทัดฐานจากนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ที่ใช้เวลาเพียง 40 วันในการลงนามในหนังสือ แจ้งไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ ดำเนินคดีกับ ป.ป.ช.คนหนึ่งที่ถูกกล่าวหารับสินบนทองคำแท่ง น้ำหนัก 246 บาทยิ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์โดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ เพราะนายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้ออกมาชี้ให้เห็นถึงหัวใจสำคัญแห่งคดีอยู่ที่ข้อเท็จจริง โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยอย่างชัดเจนแล้วว่า “มีพฤติกรรมซุกหุ้นจริง” จนต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมผูกพันทุกองค์กรดังนั้น การแช่แข็งคำร้องกล่าว หา ป.ป.ช.ไว้นานถึง 74 วัน พร้อมตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโดยปกปิดรายชื่อ เท่ากับเป็นการตอกย้ำข้อสงสัย ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของประธานรัฐสภา สิ่งนี้กำลังเป็นบททดสอบสำคัญว่า จะเดินหน้าโดยเร็วตาม มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ หรือยอมให้คำปวารณาด่างพร้อย เพราะดุลพินิจที่ยื้อเวลา.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม