สะกิดต่อมเตือน “อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์” (AI Sovereignty) ของไทย ในวันที่ AI ฉลาดขึ้นทุกวันและกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ขณะที่โมเดล แพลตฟอร์ม และระบบประมวลผลจำนวนมาก เป็นการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศนายมนตรี สถาพรกุล หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ แต่ไม่ใช่ “จุดตั้งต้น” ของโจทย์ ดังนั้นก่อนเลือกโมเดลหรือแพลตฟอร์ม องค์กรต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “นำ AI มาใช้เพื่ออะไร” เพราะวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คือจุดเริ่มต้นของการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบหรือ Responsible AI เพราะข้อมูลที่นำเข้าสู่ AI ไม่ได้เป็นวัตถุดิบที่หยิบใช้ได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการใช้งาน หรือข้อมูลทางธุรกิจ ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมาย “การใช้ AI จึงไม่ได้ลดทอนความรับผิดชอบต่อข้อมูล แต่ต้องทำให้การกำกับดูแลชัดเจนและเหมาะกับระดับความเสี่ยงของแต่ละกรณีมากขึ้น”การกำกับ AI ต้องครอบคลุมตั้งแต่วัตถุประสงค์และข้อมูลที่นำเข้า วิธีการประมวลผล ไปจนถึงผลลัพธ์ที่อาจกระทบผู้ใช้งาน ธุรกิจ และสังคม (Input- Processing-Output) โดยมี 3 แกนสำคัญ ได้แก่ 1.การเคารพและคุ้มครองข้อมูลของผู้ใช้งาน (Privacy) 2. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบและข้อมูลภายใต้กฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง (Security) 3.การกำกับแพลตฟอร์ม โมเดล ผู้รับผิดชอบ การกำกับโดยมนุษย์ และการติดตามผล (AI Governance) ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และบริบทของการใช้งานจริง โดยทั้ง 3 แกนนี้ ถือเป็นรากฐานของ Responsible AI ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกอุตสาหกรรม“AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในบางกระบวนการ แต่ความรับผิดชอบต้องยังอยู่กับองค์กร เพราะไม่มี AI โมเดลใดที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก สำหรับกรณีที่มีผลกระทบสูง ต้องกำหนดให้มนุษย์สามารถตรวจสอบ กำกับ หรือเข้ามาตัดสินใจได้ตามระดับความเสี่ยง ขณะเดียวกันเมื่อโมเดลถูกใช้งานไปในระยะยาว บริบท ข้อมูล และพฤติกรรมของผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ อาจเกิดการอคติ (Bias), ประสิทธิภาพของโมเดล AI ที่ทำงานช้าลง (Model Drift) หรือเหตุการณ์ผิดปกติที่ไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงออกแบบระบบ (Exception) AI ที่มีความรับผิดชอบจึงไม่ใช่การตรวจสอบเพียงครั้งเดียวก่อนเปิดใช้งาน แต่ต้องติดตาม ทบทวน และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง”อีกประเด็นสำคัญคือความพร้อมของไทย ในวันที่ AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อโมเดล แพลตฟอร์ม และระบบประมวลผลจำนวนมาก ยังพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เมื่อข้อมูล พฤติกรรมการใช้งาน และ AI Model ที่รองรับบริการสำคัญของประเทศอยู่บนระบบภายนอกประเทศมากขึ้น “อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์” หรือ “AI Sovereignty” จึงยิ่งมีความสำคัญ ทั้งในเรื่องความต่อเนื่องของบริการ ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนความสามารถของประเทศในการรักษาทางเลือกและกำหนดวิธีใช้เทคโนโลยีที่มีผลต่อโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และประชาชน “AI Sovereignty ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยต้องสร้างทุกโมเดลหรือทุกเทคโนโลยีขึ้นมาเอง แต่ต้องสร้างบุคลากร ขีดความสามารถ และระบบนิเวศที่ทำให้เราสามารถเลือกใช้ ปรับแต่ง เปลี่ยนผู้ให้บริการ และต่อยอดเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ภายใต้กฎหมาย มาตรฐาน และกรอบกำกับที่ชัดเจน”หากเปรียบ AI เป็นรถสปอร์ตที่มีพลังมหาศาลและเร่งความเร็วได้ในไม่กี่วินาที ศักยภาพหรือความเร็วเพียงอย่างเดียวย่อมไม่พอ รถยังต้องมีถนน พวงมาลัย เบรก และกติกาที่ทำให้เดินทางถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับ AI ที่ยิ่งพัฒนาเร็วเท่าไร ระบบกำกับดูแลก็ต้องพัฒนาให้ทัน เพื่อให้เทคโนโลยีเดินหน้าได้โดยไม่สูญเสียการควบคุม“เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จในยุค AI ไม่ได้วัดเพียงเทคโนโลยีฉลาดขึ้นหรือเร็วขึ้นแค่ไหน แต่ต้องวัดด้วยว่าเราสามารถนำศักยภาพนั้นไปเพิ่มผลิตภาพ สร้างบริการและโอกาสใหม่ และกระจายประโยชน์สู่ผู้คนได้มากเพียงใด พร้อมกับรักษาความปลอดภัย ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจของสังคมไว้ได้ในเวลาเดียวกัน Responsible AI จึงไม่ใช่เบรกของนวัตกรรม แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้นวัตกรรมเดินหน้าและขยายผลได้อย่างยั่งยืน”.ไทยรัฐไซเบอร์เน็ตคลิกอ่านคอลัมน์ “บทความไซเบอร์เน็ต” เพิ่มเติม