“เอกนิติ” ประกาศพร้อมลุยเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงาน 2 แสนล้านบาททันที หากศาลรัฐธรรมนูญไม่สั่งระงับ ยัน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีความจำเป็น ช่วยสกัดวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติค่า ครองชีพ ปชน.กังวลปัจจัยการเมืองกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ ติงนโยบายไทยช่วยไทยพลัสช่วยไม่ครอบคลุมทุกสัดส่วน เด็กภูมิใจไทยโดดป้อง รมว.ยุติธรรมชิ่งกระทู้ถามสด แจงติดภารกิจสำคัญ เลื่อนไม่ได้ ซัดฝ่ายค้านจ้องดิสเครดิต “ไอติม” สวนเดือดรัฐมนตรีหนีสภา เลี่ยงตอบคดีฮั้ว สว. หวั่น กกต.-ดีเอสไอ จับมือเป่าคดีช่วยคนในรัฐบาล โฆษกประชาธิปัตย์แจงงดออก เสียงงบรายจ่ายปี 70 รับไม่ได้จัดงบแบบหาเช้ากินค่ำ จี้เร่งปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐ มนตรีและ รมว.คลัง ยืนยันจะเดินหน้าปฏิรูปปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท ทันที หากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า ไม่มีเนื้อหาขัดเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วน ป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติค่าครองชีพในอนาคต“เอกนิติ” ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงินจำเป็นมากเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ก.ค.2569 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย ท่ามกลางวิกฤติโลก” ในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติว่า กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขณะนี้ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้ว ได้กู้เงินไปแล้ว 2 แสนล้านบาท ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท รัฐบาลจะกู้เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นเรื่องจำเป็น หากเปลี่ยนผ่านช้าเกินไป อาจเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักหน่วงขึ้น การใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน จึงจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานประเทศ เพราะประเทศไทยนำเข้าพลังงานน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนกว่า 10% ของจีดีพี สูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน ทำให้เห็นความจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ รวมถึงวิกฤติค่าครองชีพในอนาคตเอาแน่ลุยเปลี่ยนผ่านพลังงานนายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เม็ดเงินเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้านคือ 1.การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ มีเป้าหมายให้ประชาชนลดรายจ่ายค่าไฟฟ้า และขายไฟฟ้าคืนได้ 2.การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง ลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลที่มีมูลค่าสูงมาก เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น ไบโอดีเซล B20 หรือ เอทานอล 3.การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากร มุ่งเน้นการสร้างทักษะ พัฒนาคนไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ให้แรงงานไทยมีรายได้สูงขึ้น สิ่งเหล่านี้พร้อมเดินหน้าต่อทันที หากคำพิพากษาศาลไม่สั่งระงับการดำเนินการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน นอกจากจะใช้วงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว รัฐบาลจะระดมทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออนาคตประเทศไทย มาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โซลาร์ฟาร์มของการไฟฟ้า แทนการกู้เงินโดยตรง เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ การเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่ใช่การเยียวยาระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาวชี้เสถียรภาพการเมืองส่งผล ศก.ขณะที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวในงานเสวนาว่า เสถียรภาพการเมืองมีความสำคัญต่อการทำนโยบายเศรษฐกิจแน่นอน แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ควรมองถึงปัจจัยที่นำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองไทยด้วย เช่น ระบบรัฐธรรมนูญ ฉันทามติของสังคม กลไกราชการ เป็นต้น ส่วนสถานการณ์ภาคการผลิตไทยกำลังเข้าสู่สภาวะการนำเข้าทดแทนการผลิต ที่ผ่านมาไทยมุ่งใช้ยุทธศาสตร์ผลิตทดแทนการนำเข้าคือ เน้นส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เกิดการผลิต เพื่อใช้บริโภคในประเทศและส่งออกสินค้าที่มีศักยภาพ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลทำนโยบายกระตุ้นการบริโภคจะช่วยให้ภาคการผลิตฟื้นตัวขึ้น ทว่าหลังจากปี2565 หลังช่วงวิกฤติโควิด-19 ไทยได้รับผลกระทบจากการทะลักของสินค้านำเข้า ตัวเลขการบริโภคภายในประเทศและการผลิตภาคอุตสาหกรรมสวนทางกัน ทำให้แม้จะมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคให้ฟื้นตัว ก็ไม่อาจทำให้ภาคการผลิตฟื้นตัว ส่วนการดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ รัฐบาลควรมียุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนที่นำมาสู่การสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศได้จริง โดยกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมอย่างมียุทธศาสตร์ และทำต่อเนื่องติงไทยช่วยไทยพลัสไม่ครอบคลุมผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายการจัดงาน ผู้ร่วมงานได้ตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลในช่วงครึ่งปีหลัง นายวีระยุทธสะท้อนว่า ต้องการเห็นการออกแบบนโยบาย ตั้งโจทย์ให้ชัดเจน ลงรายละเอียดคิดอย่างรอบด้าน โดยยกตัวอย่างโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่กำหนดเงื่อนไขห้ามร้านค้าที่จดทะเบียนนิติบุคคลและอยู่ในระบบภาษีมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เข้าร่วมโครงการ แม้จะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ได้สัดส่วน สะท้อนการออกแบบนโยบายที่ไม่ได้คิดครอบคลุมทั้งในเชิงเป้าหมายและรายละเอียดภท.ป้อง รมว.ยุติธรรมชิ่งกระทู้นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์รัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการตอบกระทู้สดในสภาว่า ครม.ให้ความสำคัญการตอบกระทู้ในสภาอย่างต่อเนื่อง นายกฯ กำชับ ครม.ตลอด การกล่าวหาว่ารัฐมนตรีหนีกระทู้ จึงไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีกระทู้ถามสดที่รัฐมนตรีได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงในช่วงเช้าวันประชุม บางครั้งอาจติดภารกิจราชการสำคัญที่เลื่อนไม่ได้ ส่วนคดีฮั้วเลือก สว. รัฐมนตรีได้ชี้แจงตอบกระทู้ในสภามาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งคดีอยู่ในกระบวนการของ กกต. และชั้นพนักงานสอบสวน ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไก การติดภารกิจในบางครั้งเป็นเรื่องที่ควรเข้าใจ ฝ่ายค้านควรเลิกนำประเด็นนี้ดิสเครดิต เป็นการเมืองไม่สร้างสรรค์ ควรทำการเมืองตรงไปตรงมา“ไอติม”สวนเดือด รมต.หนีสภาวันเดียวกัน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กกรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ยืนยันไม่ได้หนีตอบกระทู้สดคดีฮั้ว สว.ว่า 1.รัฐมนตรีบอกว่าไม่ได้หนีสภาฯ ตอบ : รัฐมนตรีหนีหรือไม่หนีสภาฯ ข้อเท็จจริงเมื่อวานก็ชี้ชัดอยู่แล้ว 2.รัฐมนตรี พูดเสมือนว่าเรื่องคดีฮั้ว สว.ไม่ควรถูกถามเป็นกระทู้สด ตอบ : ฝ่ายค้านจะถามกระทู้สดเรื่องอะไร เป็นการตัดสินใจของฝ่ายค้าน หน้าที่รัฐมนตรีคือมาตอบคำถาม ไม่ใช่เลือกคำถาม อันนี้ไม่ใช่กระทู้สดของรัฐบาลที่รัฐมนตรีจะเลือกให้เองว่า อยากให้ชงคำถามอะไร เพื่อมาโฆษณาฟรีในสภาฯ 3.รัฐมนตรีบอกว่าเรื่องคดีฮั้ว สว.ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ตอบ : ยืนยันว่าด่วน เพราะ กกต. ต้องลงมติภายใน 2 เดือนนี้ สังคมกังวลว่า หาก กกต.เป่าคดีนี้ (โดยเฉพาะเป่าให้คนสำคัญในหรือเหนือรัฐบาล) DSIจะเอาการเป่าคดีในฝั่ง กกต. มาเป็นข้ออ้างเป่าคดีฝั่ง DSI ด้วยหรือไม่ 4.ที่น่าสนใจสุดคือ รัฐมนตรีบอกว่า “ถ้าอยากรู้รายละเอียดก็ไปถามคนอื่นที่รู้รายละเอียดน่าจะดีกว่านี้” คำถาม : เช่นนั้นรัฐมนตรียุติธรรม ช่วยแนะนำหน่อยว่าควรถามรัฐมนตรีท่านใดที่รู้รายละเอียดขบวนการโกง สว. มากกว่าท่าน และที่เขารู้มากกว่า เป็นเพราะเขามีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ใช่หรือไม่ปชป.ห่วงงบประมาณติดหล่มนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์มีมติงดออกเสียงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระแรกว่า การลงมติดังกล่าวไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆ ที่ผ่านมาพรรคพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างมีคุณภาพ การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบรายจ่ายปี 2570 พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนคือ ไม่เห็นด้วยกับวิธีจัดงบประมาณของรัฐบาลแบบหาเช้ากินค่ำ มองไม่เห็นอนาคตตามที่หัวหน้าพรรคอภิปรายไว้ มีความจำเป็นต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้นพรรคจึงเลือกแนวทางงดออกเสียง เพื่อแสดงให้รัฐบาลเห็นว่าวิธีจัดงบประมาณของรัฐบาลต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นในชั้นกรรมาธิการ ในอดีตพรรคเคยโหวตในลักษณะเดียวกันมาแล้ว เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงงบประมาณให้เหมาะสม และยังห่วงใยกรณีกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่ครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน อีกครึ่งหนึ่งเป็นเพียงการส่งเสริมการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์ที่มีมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ยังเป็นการลงทุนที่ไม่มีความชัดเจน มองไม่เห็นความคุ้มค่า สะท้อนว่าประเทศกำลังติดหล่มงบประมาณที่บานปลายจวกบิดเบือนคำพูด “อภิสิทธิ์”นายพงศกรกล่าวว่า ส่วนกรณีมีการนำข้อความการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไปบิดเบือนทางสื่อสังคมออนไลน์ว่าจะตัดบำนาญข้าราชการนั้น ยืนยันว่า การอภิปรายงบรายจ่ายปี 2570 ในวาระแรกของนายอภิสิทธิ์ไม่ได้พูดว่าจะตัดบำนาญข้าราชการ แต่มีการนำไปขยายผลบิดเบือน หวังผลประโยชน์ทางการเมือง ข้อเท็จจริงที่นายอภิสิทธิ์อภิปรายคือการปรับสวัสดิการ สิทธิรักษาพยาบาล และบำนาญข้าราชการที่เสนอวิสัยทัศน์ด้วยความปรารถนาดี มองว่าการไปเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ข้าราชการในปัจจุบันที่ได้ตัดสินใจมารับราชการตั้งแต่วันแรก ย่อมเป็นสิ่งไม่เป็นธรรม แต่เพื่อเป็นการวางรากฐานและประหยัดงบประมาณประเทศระยะยาว ควรคิดค้นระบบใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต พรรคหวังว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนกับทุกฝ่ายลุ้นคลอด ก.ม.นิรโทษกรรม 8 ก.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 ก.ค.นี้ มีวาระการประชุมสำคัญคือ การพิจารณาเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทางการเมืองย้อนหลัง 20 ปี ที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมแล้ว ก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯในวันที่ 11 ก.ค. ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าววุฒิสภามีมติแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. และส่งคืนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่าเห็นชอบกับเนื้อหาที่วุฒิสภาแก้ไขมาหรือไม่ หากสภาฯไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภาฯ เพื่อปรับปรุงแก้ไข จะทำให้การประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต้องเลื่อนออกไป แต่หากสภาฯเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขมา จะนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป หนึ่งในเนื้อหาสำคัญที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทบทวนคือการไม่ให้นิรโทษกรรมแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หากมีการกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเดิมที่ร่างของสภาฯไม่มีเงื่อนไขเรื่องดังกล่าวจ่อฟัน 33 นอมินีธุรกิจท่องเที่ยว นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ช่วง 6 เดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค.-มิ.ย.2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการท่องเที่ยวลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจนำเที่ยว จ.เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ กทม. พบกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายคนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อให้คนต่างชาติทำธุรกิจการท่องเที่ยวได้ 33 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้น จนขาดคุณสมบัติผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยว จึงสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 4 ราย อีก 29 ราย ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึก หากพบประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมายจะดำเนินคดีเด็ดขาดทั้งหมด ปัจจุบันปัญหาธุรกิจนอมินีธุรกิจท่องเที่ยว มีพัฒนาการ ใช้วิธีแนบเนียนปิดบังเจ้าหน้าที่รัฐ จึงต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือติดตามธุรกิจกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิดให้ป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีมีประสิทธิภาพมากขึ้นมท.สั่ง 21 จังหวัดเข้มชายแดนนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงผลการประชุมศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) มีมติมอบหมายให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้กลไกศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัด (ศส.ชด.จังหวัด) ขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงชายแดน เพื่อลดปัญหาภัยคุกคามด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ และยาเสพติด ว่า กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วนที่สุด ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-เมียนมา ไทย-สปป.ลาว และไทย-มาเลเซีย ทั้ง 21 จังหวัด เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีด้านความมั่นคงชายแดนจังหวัด ใช้ ศส.ชด.จังหวัดเป็นกลไกสำคัญ มุ่งเน้นขับเคลื่อนนโยบาย 3 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการป้องกัน บูรณาการทีมจังหวัดใช้กลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปท. และภาคประชาชน เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังป้องกันภัยคุกคามความมั่นคงทุกรูปแบบ 2.ด้านปราบปราม บังคับใช้กฎหมายจริงจังและต่อเนื่อง 3.ด้านการช่วยเหลือ เพื่อเยียวยาและดูแลประชาชน มีศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกลไกหลัก รับเรื่องร้องเรียน แก้ปัญหาและติดตามผล หากมีเจ้าหน้าที่คนใดเกี่ยวข้องกระทำความผิดทุกรูปแบบ จะบังคับใช้กฎหมายทั้งวินัยและอาญา โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่