“เมฆสีรุ้ง”...เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่งดงามและหายาก ผู้คนไม่น้อยมัก เชื่อมโยงความงามนี้กับ “ศรัทธา” และ “ความเชื่อ” โดยสะท้อนผ่านเรื่องเล่าและตำนานที่หลากหลาย โดยเฉพาะในเรื่องราวของ “ลางดี”...แห่งความหวังและความโชคดีตามความเชื่อส่วนใหญ่โดยทั่วๆไปแล้ว ปรากฏการณ์นี้ถือเป็น “ลางดี” สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ความหวังและความสำเร็จในชีวิต ในหลายวัฒนธรรม...ตามความเชื่อทางจิตวิญญาณเปรียบเสมือนแสงแห่งการนำทาง หรือการส่งสัญญาณจากเบื้องบนที่สื่อถึงความโชคดีและการหลุดพ้นจากความทุกข์นอกจากนี้แล้ว “เมฆสีรุ้ง” ยังเป็นปรากฏ การณ์ที่เชื่อมโยงเข้าไว้กับตำนานการเชื่อมต่อระหว่าง “โลก” และ “สรวงสวรรค์” อีกด้วยเช่นกัน กล่าวกันว่า...นี่คือสะพานแห่งทวยเทพ สีสันที่พาดผ่านท้องฟ้าทำให้เกิดตำนานว่าเป็น “สะพานรุ้ง” ที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสรวงสวรรค์ เป็นเส้นทางที่เทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใช้เสด็จลงมาโปรดสัตว์...ในบางอารยธรรมโบราณ เมฆสีรุ้งถูกเชื่อมโยงกับความอุดมสมบูรณ์ ฝนฟ้าที่ตกต้องตามฤดูกาล และความสมดุลของธรรมชาติ...สื่อสะท้อนตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์ บ้างก็ว่า “เมฆสีรุ้ง” นั้นคือวิทยาศาสตร์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเชื่อ แม้จะเป็นเรื่องเล่าที่งดงาม แต่ในทางวิทยาศาสตร์ปรากฏการณ์เมฆสีรุ้ง หรือ “Irisation”...เกิดจากการหักเหและการแทรกสอดของแสงอาทิตย์ เป็นปรากฏการณ์ ทางแสงที่ทำให้เกิดสีรุ้งเหลือบซ้อนทับกันเป็นชั้นๆบนก้อนเมฆคล้ายกับ...สีรุ้งบนผิวไข่มุกหรือคราบน้ำมันเงื่อนไขการเกิด แสงแดดจะตกกระทบกับผลึกน้ำแข็งหรือหยดน้ำขนาดเล็กมากๆที่เรียงตัวกันอย่างสม่ำเสมอในก้อนเมฆ เช่น หมวกเมฆ ทำให้แสงสีขาวแตกออกเป็นแถบสีรุ้งสวยงามข้อเท็จจริงสำคัญมีว่า...การเห็นเมฆสีรุ้งนั้นไม่ได้มีความหมายเหนือธรรมชาติใดๆ เป็นเพียงกลไกทางฟิสิกส์และการมองเห็นที่น่าทึ่งเท่านั้น เอาว่า...ความงดงามของ “เมฆสีรุ้ง” จึงเป็นจุดบรรจบกันอย่างลงตัว ระหว่างความอัศจรรย์ของธรรมชาติ และจินตนาการความเชื่อที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจกระนั้นแล้ว...ในทางวิทยาศาสตร์ นี่คือเหตุการณ์ที่แสดงถึง “ความสมบูรณ์แบบของสภาวะอากาศ”...ละอองน้ำต้องมีขนาดสม่ำเสมอและอยู่ในตำแหน่งที่พอดีกับมุมของแสง ความหายากนี้จึงถูกตีความว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกถึง “ความโชคดี” และได้รับ “พลังงานบวก”ความเชื่อพื้นเมืองหลายเผ่าพันธุ์เชื่อว่า “เมฆสีรุ้ง” คือ “รอยยิ้มของเทพเจ้า” หรือสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณ เป็น สัญญาณว่าจิตวิญญาณแห่งจักรวาลกำลังคุ้มครองและส่งมอบความหวังให้แก่ผู้ที่กำลังเผชิญกับช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต ตามความเชื่อคนจีน เมฆสีรุ้งถูกเรียกว่า “ฉีอวิ๋น” หมายถึงเมฆมงคลที่นำพาความโชคดี ความเจริญรุ่งเรือง และการเสด็จมาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่วนการตีความปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในตำราโบราณของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องของ “ความบังเอิญ” แต่เป็น “ภาษาของสวรรค์” ที่ใช้ในการอ่านสัญญาณเพื่อทำนายเหตุบ้านการเมือง...กรณี “เมฆมงคล” หรือ “ทรงกลด”...สีรุ้ง ว่ากันตามมุมมองความเชื่อแล้วเป็นสัญลักษณ์แห่งการ “เปิดฟ้า” ในคติความเชื่อไทยโบราณ “ทรงกลด” คือปรากฏการณ์ที่แสงอาทิตย์หรือแสงจันทร์หักเหผ่านผลึกน้ำแข็งในชั้นบรรยากาศจนเป็นวงกลมล้อมรอบ ตำราโบราณมักบรรยายถึง “เมฆมงคล” ว่ามีลักษณะเป็นสีสันวิจิตร หรือมีรูปร่างคล้ายสัตว์มงคล เช่น หงส์ มังกร หรือ ก้อนเมฆที่ทอแสงสีทอง ซึ่งต่างจากเมฆฝนปกติ สำหรับสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านที่ว่าเป็นการ “เปิดฟ้า” นั้นอาจสื่อความหมายถึงช่วงเวลาที่พลังอำนาจเบื้องบนได้ทอดสายตาลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยหนึ่งไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่งแน่นอนว่าเป็นความหวังและความสำเร็จ... ในพิธีกรรมสำคัญ เช่น การสร้างเมือง การวาง ศิลาฤกษ์ หรือการอภิเษก ฯลฯ หากเกิดเมฆมงคลขึ้นจะถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารทันทีเพื่อเป็นหลักฐานว่า “การเริ่มต้นนี้ได้รับพร” จะนำมาซึ่งความสำเร็จที่ยั่งยืนและการคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกทั้งในโลกทัศน์ของคนโบราณ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์คือจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์...เมื่อผู้คนในสถานที่นั้นกำลังทำความดี หรืออยู่ในช่วงเวลาที่ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดการปรากฏของปรากฏการณ์เหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการประทับตราจากเบื้องบนว่า...สิ่งที่กำลังดำเนินอยู่นั้นถูกต้องและเป็นไปเพื่อความเจริญ กล่าวกันว่า...นี่คือลางแห่งความหวัง “ในภาวะที่บ้านเมืองมีความทุกข์เข็ญ หากปรากฏเมฆมงคลขึ้นจะเป็นความหวังเชิงจิตวิทยา ที่ทรงพลังมากสำหรับผู้คน ทำให้เชื่อว่าความมืดมิดจะสิ้นสุดลงและถึงเวลาของการฟื้นฟู” “เมฆสีรุ้ง” เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์เชิงสัญลักษณ์วิทยา ยังคงทำหน้าที่เดิมคือเป็น “ตัวกระตุ้น” ให้ผู้พบเห็นหยุดนิ่งและคิดทบทวนถึงสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ ทำหน้าที่เป็น “ความมั่นใจทางใจ” ให้คุณรู้สึกว่าคุณมาถูกทางแล้ว... การมองว่านี่คือ “ลางดี” ย่อมช่วยลดความกังวลและเพิ่มความมุ่งมั่น เพราะผู้พบเห็นรู้สึกว่าตนไม่ได้เดินหน้าเพียงลำพัง แต่กำลังทำในสิ่งที่มีพลังงานในเชิงบวกหนุนหลังอยู่ คือ... “จังหวะเวลาของจักรวาล”ปรากฏการณ์ “เมฆสีรุ้ง” เป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่สวยงามและหาชมได้ยาก ในมิติต่างๆทั้งวิทยาศาสตร์ ความเชื่อและตำนานพื้นถิ่น ตีความว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี “ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”. รัก-ยมคลิกอ่านคอลัมน์ “เหนือฟ้าใต้บาดาล” เพิ่มเติม