รอง ผบ.ตร.สนธิกำลังตำรวจร่วมฝ่ายปกครองเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายทุจริตทะเบียนราษฎรสวมบัตรเลข 0 ให้ต่างด้าวโรฮีนจา บุกจับปลัดอำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช อดีตปลัดอำเภอดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี กับอดีตลูกจ้างฝ่ายทะเบียน พร้อมผู้ร่วมขบวนการทั้งเจ้าบ้านผู้รับรองและชาวโรฮีนจารวม 11 คน เช็กข้อมูลช่วงปี 64-66 ออกบัตรให้ถึง 240 คน รับเงินเข้ากระเป๋ากว่า 15 ล้านบาท แฉผลลัพธ์เมื่อได้บัตรเลข 0 จะทำให้ตำรวจจับข้อหาหลบหนีเข้าเมืองไม่ได้ รวมตัวตั้งกลุ่มแก๊งข่มเหงรังแกกรรโชกทรัพย์รีดค่าไถ่เข้าข่ายค้ามนุษย์จนเกิดอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่ สั่งขยายผลล้างบางทะเบียนทั่วประเทศ พร้อมไล่เช็กเส้นเงินเพื่อยึดทรัพย์ ขุดรากถอนโคนให้สิ้นซาก ผวจ.สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนพร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง เจ้าตัวยังปฏิเสธอ้างเข้าใจผิดคิดว่าออกบัตรให้ได้ตำรวจร่วมกับฝ่ายปกครองทลายเครือข่ายทุจริตทะเบียนราษฎรสวมบัตรเลข 0 ให้ต่างด้าวโรฮีนจา เปิดเผยที่ บก.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ก.ค. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทน ผบช.ภ.8 พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร. แถลงผลปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายชาวโรฮีนจา สวมบัตรเลข 0” ปราบปรามขบวนการทุจริตทางทะเบียนหลังจากคณะพนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิด 17 หมายจับ จับกุมตัวได้ 11 คน ประกอบด้วยนายไพรัช บุญฤทธิ์ อายุ 55 ปี เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ ปลัดอำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช อดีตปลัดอำเภอดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี น.ส.นันทภัค ใจสบาย อายุ 49 ปี อดีตลูกจ้างชั่วคราว ที่ว่าการอำเภอดอนสัก ตำแหน่งช่วยเหลือปลัดอำเภอ (ฝ่ายทะเบียน) เจ้าบ้านผู้รับรอง 3 คน และชาวโรฮีนจา 6 คน ยังเหลือชาวโรฮีนจาที่อยู่ระหว่างหลบหนี 6 คน ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใด ได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ รับรองเป็นหลักฐานว่าได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้งและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ร่วมกันทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้าน หรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบพล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายเมื่อต้นปี 2569 ว่าได้รับความเดือดร้อนจากชาวพม่า (โรฮีนจา) ที่กระทำผิดกฎหมาย จัดทำบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน บัตรเลข 0 ที่ว่าการอำเภอดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี กรมการปกครอง โดยคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ตรวจสอบพบว่า นายไพรัช อดีตปลัดอำเภอดอนสัก ทำหน้าที่ผู้ช่วยนายทะเบียนและพวก จัดทำบัญชีบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนและออกบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) ในช่วงปี 2564-2566 สูงถึง 240 คน ได้ประสานตำรวจตรวจสอบจนพบขบวนการผู้กระทำความผิดจากการตรวจสอบพบว่าการทุจริตทางทะเบียนในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการสวมสิทธิ์บุคคลที่ไม่มีความเคลื่อนไหวทางทะเบียน การแจ้งเกิดเท็จ การสมรสเท็จ หรือการสวมสิทธิ์บุคคลที่ได้รับสิทธิ์ทางการศึกษา แต่กรณีที่เกิดขึ้นใน อ.ดอนสัก ครั้งนี้คือ การทุจริตสวมสิทธิ์บุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนหรือบัตรหัวศูนย์ ให้กับกลุ่มชาวโรฮีนจา เป็นรูปแบบที่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างยิ่ง ภูมิหลังและมิติของปัญหา กลุ่มชาวโรฮีนจาเหล่านี้มีต้นทางอพยพมาจากรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของประเทศเมียนมา ใช้ไทยเป็นทางผ่านมุ่งหน้าสู่ประเทศที่สาม มีขบวนการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องและมีบางส่วนที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทยใช้วิธีการหลบหนีเข้าเมืองหรือใช้หนังสือเดินทางบางส่วนให้สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย ได้ดิ้นรนเข้าสู่กระบวนการทุจริตเพื่อสวมบัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือบัตรหัวศูนย์รอง ผบ.ตร.เผยต่อไปว่า เครือข่ายนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มนายหน้า ทำหน้าที่จัดหาเจ้าบ้านเพื่อให้รับบุคคลต่างด้าวเข้าในทะเบียนบ้านและจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้เจ้าบ้าน 1,000-2,000 บาทต่อราย อีกทั้งยังมีการเรียกเก็บเงินจากกลุ่มคนที่ยื่นขอมีบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0) จำนวนมาก รวมมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท และกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต โดยเจ้าหน้าที่ทะเบียนอำเภอดอนสัก 1 คน และปลัดอำเภอ 1 คน ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการออกบัตรพล.ต.อ.สำราญ กล่าวด้วยว่า หากกลุ่มชาวโรฮีนจาที่ลักลอบเข้าเมืองได้รับบัตรหัวศูนย์แล้ว ตำรวจจะไม่สามารถจับกุมข้อหาหลบหนีเข้าเมืองได้ เนื่องจากสถานะในบัตรระบุว่าเป็นบุคคลที่อยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สัญชาติ ส่งผลให้เกิดการรวมกลุ่มตั้งเป็นแก๊ง มีการตั้งผู้นำหรือผู้ใหญ่บ้านในกลุ่มตนเองเพื่อสร้างเป็นชุมชนในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้นยังพบพฤติกรรมข่มเหงรังแกและกรรโชกทรัพย์เรียกค่าไถ่จากชาวโรฮีนจาด้วยกันเองถึงขั้นก่อเหตุใช้ปืนทำร้ายร่างกาย ซึ่งเข้าข่ายขบวนการค้ามนุษย์และสร้างปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่อย่างรุนแรง สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ภาคใต้ จะขยายผลล้างเครือข่ายทุจริตทางทะเบียนทั้งระบบ ยืนยันจะเดินหน้าตรวจสอบทุกมิติ ไล่ล่าผู้ร่วมขบวนการทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนายหน้า ชาวต่างชาติ หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่มีการละเว้น พร้อมประสานทุกหน่วยงานเร่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดเพื่อปิดช่องโหว่ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ อีกทั้ง ปปง.จะตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายผู้กระทำความผิดและผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินการยึดทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เพื่อขุดรากถอนโคนขบวนการนี้ให้สิ้นซากด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ได้ประสาน ผวจ.นครศรีธรรมราช มีคำสั่งให้นายไพรัช ปลัดอำเภอขนอม ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง จากการสอบสวนเบื้องต้น นายไพรัช ยังให้การปฏิเสธ อ้างว่าเป็นการเข้าใจผิดว่าสามารถออกบัตรดังกล่าวให้กับบุคคลเหล่านั้นได้ เนื่องจากการตรวจสอบในระบบพบว่าเป็นบุคคลไม่มีสัญชาติมีรายงานว่า พฤติการณ์ผู้กระทำผิดกลุ่มนี้จัดทำบัญชีให้แรงงานต่างด้าว 240 ราย เพื่อสวมออกบัตรเลข 0 โดยนางนันทภัคเป็นตัวกลางระหว่างกลุ่มนายหน้าที่นำชาวโรฮีนจามาทำบัตร ในกลุ่มมีผู้ใหญ่บ้านรายหนึ่งในพื้นที่เป็นนายหน้าร่วมกับชาวเมียนมาที่ทำงานช่วยเหลืองานราชการในตำแหน่งล่ามเป็นผู้ประสานงาน เรียกรับเงินรายละ 50,000-60,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 15 ล้านบาท จากการสืบสวนย้อนหลังพบว่าในกลุ่มที่ได้รับบัตรหมายเลข 0 จำนวน 240 คน ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวมาก่อน 90 คน เมื่อช่วงเดือน พ.ค.69 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สุ่มลงตรวจสอบบ้าน 6 หลัง ร่วมกับระบบฐานทะเบียนราษฎร พบมีคนไม่มีสถานะทางทะเบียนบางหลังมากกว่า 20 คน รวมแล้วกว่า 70 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่