หนูตัวแรกที่ผมรู้จักอยู่ในหนังสือนิทานเล่มราชสีห์กับหนู ที่เด็ก ป.เตรียม รุ่นผม (2496) หัดอ่าน พวกหนูถูกแมวไล่จับกิน...บ่อยๆ ประชุมกันวางแผน “กระดิ่งคล้องคอแมว” แผนนี้ทำท่าขลัง แต่เมื่อถูกหนูอาวุโสทัก แล้ว “หนูตัวไหนจะอาสา”...แผนขลังก็กลายเป็นแผนเพ้อฝันหนูตัวที่สอง “อยู่ในศาลเจ้า” เป็นเรื่องเก่าของจีน (สมัยชุนชิว) ลี...ที่แท้ก็พวกหนูเกาะท่านอ๋องฉ้อราษฎร์บังหลวง เรื่องถึงขั้นต้องเผาศาลเจ้า...หากจะ “เอาพวกมันให้อยู่”มาถึงหนูตัวที่สาม “หนูบนเจดีย์” ...อยู่ในเรื่องที่ 39 หนังสือ เรื่องคมๆ ความหมายชวนคิด (สุริยเทพ ไชยมงคล เขียน อินสไปร์ เครือนานมี พิมพ์ พ.ศ.2535) ลีลาไม่ใช่ระดับหนูธรรมดาแรกทีเดียว หนูตัวนี้ก็เป็นหนูหิว เร่ร่อนหากินเหมือนหนูทั่วไปแต่วันหนึ่งมันปะเหมาะเคราะห์ดี เจอทำเลใหม่ เจดีย์ใหญ่โต มีผู้คนแวะเวียนไปกราบไหว้ไม่ขาดเจ้าหนูเพิ่งรู้ การมีชีวิตอยู่บนเจดีย์มันมีความสุขมาก ความซับซ้อนของเจดีย์ใหญ่หลายชั้น ทั้งสูงตระหง่าน มันสามารถเลือกจะวิ่งเล่นชั้นไหนก็ได้ตามอำเภอใจทั้งอาหารเซ่นไหว้...ก็มีอุดมสมบูรณ์อยู่ใกล้ อยากกินเมื่อไหร่ก็แค่อ้าปากและที่มันมีความสุขมากชนิดคาดไม่ถึง ก็คือมันสามารถจะวิ่งไปทำอะไรก็ได้บนองค์พระพุทธรูปที่มาของความสุขเกิดจากคนที่กำลังตั้งใจเซ่นไหว้ มันเคยทดสอบถึงขนาดลองขับถ่ายบนพระเศียร...มันทำได้โดยไม่มีผู้คนกล้าเหลือบตาขึ้นมาดู ไม่มีแม้กระทั่งจะส่งเสียงให้มันสะดุ้งสะเทือนสถานการณ์โปร่งโล่งเปิดให้มันขั้นนี้ เจ้าหนูตัวนี้จึงเริ่มติดนิสัย...ทุกครั้งที่สาธุชนคนใจบุญมาไหว้พระ มันจะคอยมองควันธูปที่ค่อยๆลอยอ้อยอิ่งขึ้นมา มันจะยืดตัว ทำจมูกฟุดฟิดทำประหนึ่งขานรับการกราบไหว้ของผู้คน มันคิดว่ามนุษย์มีหัวเข่าอ่อนนุ่ม อุตส่าห์มานั่งคุกเข่าบูชาข้าแล้วก็ถึงวันนั้น...วันเคราะห์ร้าย...เจ้าหนูกำลังเพลิดเพลินกับการชะเง้อคอรับการกราบไหว้ แมวหิวโซ ตัวหนึ่งก็หลุดเข้ามาทันที่ที่เห็นหนู แมวก็ปราดเข้ามาตะครุบหนูได้ในพริบตา“แกกินฉันไม่ได้” เจ้าหนูทำใจดีสู้แมว ตะเบ็งเสียงก้อง “แกต้องคุกเข่าบูชาฉัน ฉันเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า”“ที่เขาคุกเข่าให้แก เพราะตำแหน่งแห่งที่ที่แกอยู่ ไม่ใช่เพราะตัวแกหรอก!”แมวคร้านจะฟัง แต่ก็ยังมีน้ำใจบอกให้หนูรู้ พูดแล้ว มันก็อ้าปากขย้ำเต็มที่ ตัวหนูขาดทันทีเป็นสองท่อนเรื่องคมๆจบแค่นี้ มีคำอธิบายความหมายชวนคิด แฟรงกลิน เดลาโน รูสเวลต์ เคยกล่าว สิ่งที่น่าเพียงอย่างเดียวคือความกลัวในชีวิตประจำวัน จะมีสักกี่คนที่รู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของความกลัว แล้วมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับมัน ทั้งที่ความเป็นจริง ความกลัวของหลายๆคนเกิดจากจินตนาการ ที่ปั้นแต่งกันขึ้นมาเองวันใดที่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกให้กระตือรือร้นต่อทุกสิ่งที่จะต้องเผชิญ ก็เท่ากับว่าคุณกำลังเดินไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัวแล้วหลายก้าวการไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เป็นเสน่ห์ของชีวิต ที่จะได้เจอเรื่องแปลกใหม่ ไ่ม่คาดฝันคิดให้ได้เช่นนี้ เราจะกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึงไปอีกทำไมเล่า!กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม