เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.บุกค้นบ้านแม่แอร์สาวที่ จ.พะเยา หาเบาะแสแก๊งค้ายาที่จ้างเนื่องจากอีกฝ่ายใช้บัญชีอวตาร ผู้ต้องหาย้ำว่าไม่รับงานจากผู้ใช้บัญชีปลอม แต่คู่สนทนายืนยันว่าเป็นบัญชีที่ใช้งานเป็นประจำ ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกลงรับงานในค่าจ้าง 8,800 บาท ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่า อัตราค่าจ้างดังกล่าวสอดคล้องกับการรับหิ้วสินค้าทั่วไปหรือไม่ หลังตกลงรับงาน ผู้ส่งได้นำพัสดุมาส่งที่คอนโด ก่อนที่แอร์สาวจะนำติดตัวเดินทางไปยังประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันบัญชีอวตารชื่อ “โรส” ได้ปิดการใช้งานไปแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เร่งติดตามตัวผู้ใช้บัญชีดังกล่าว เพื่อขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการพ.ต.ต.สุริยากล่าวอีกว่า วันเดียวกันเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.เข้าตรวจสอบบ้านของผู้ต้องหา ที่ อ.ภูกามยาว จ.พะเยา สอบปากคำมารดา เบื้องต้นทราบว่า ผู้ต้องหา กลับบ้านล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย. ส่งเงินให้ครอบครัวเดือนละ 10,000 บาท เป็นค่าผ่อนรถยนต์ที่ใช้ชื่อมารดาเป็นเจ้าของ มีค่างวดประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน มารดายังให้ข้อมูลว่าลูกสาวมีภาระต้องชำระหนี้กองทุน กยศ. รายได้ไม่ได้สูงมาก ครอบครัวมีฐานะทั่วไป ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ไม่ได้มีฐานะ ร่ำรวย ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศ ออสเตรเลีย ได้ให้การดูแลผู้ต้องหาตามสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะคนไทย ขณะที่คดีอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลีย ผู้ต้องหายังไม่ได้รับการประกันตัว คาดว่าภายในประมาณ 4 สัปดาห์ จะมี ความชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนทางคดีเพิ่มเติม ส่วนการสืบสวนของไทย ยังคงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตำรวจออสเตรเลีย เพื่อขยายผลไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบขนยาเสพติดคดีนี้ต่อไปทางด้าน น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. ชี้แจงกรณีทางการออสเตรเลีย ควบคุมตัวลูกเรือสายการบินไทย ข้อหาลักลอบนำเข้าเฮโรอีนที่เมืองเมลเบิร์น ว่า ป.ป.ส. แลกเปลี่ยนข้อมูลกับสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย หรือ AFP จนได้รับข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและจะนำข้อมูล ดังกล่าวไปเร่งสืบสวนขยายผล เพื่อทลายเครือข่ายการลักลอบส่งยาเสพติดไปยังออสเตรเลียต่อไป ขณะเดียวกันสำนักงาน ป.ป.ส.เข้าตรวจค้นหอพักของหญิงสาวผู้ถูกกล่าวหาและสอบปากคำแฟนผู้ต้องหา เพื่อสืบสวนขยายผลไปยังเจ้าของเฮโรอีนและผู้เกี่ยวข้อง ในเครือข่าย ที่เชื่อว่าเป็นผู้รับฝากยาเสพติดให้ลักลอบนำไปยังออสเตรเลียโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. ยังได้กล่าวเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการรับหิ้วสิ่งของหรือรับฝากกระเป๋าสัมภาระระหว่างประเทศโดยเด็ดขาด เนื่องจากกลุ่มเครือข่ายการค้ายาเสพติดมักใช้วิธีการจ้างหรือฝากหิ้วพัสดุข้ามประเทศ โดยซุกซ่อนยาเสพติดไว้ หากถูกตรวจพบ ผู้รับหิ้วจะกลายเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานลักลอบนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดโดยไม่รู้ตัว ความผิดดังกล่าวมีโทษทางกฎหมายที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะความผิดฐานนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ได้แก่ เฮโรอีน ยาไอซ์ ยาบ้า หรือ ยาอี เป็นต้น) มีอัตราโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ไปจนถึงประหารชีวิต ทั้งตามกฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายของประเทศปลายทาง หากพบเห็นพฤติการณ์ต้องสงสัยหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด แจ้งได้ที่สายด่วนสำนักงาน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมงวันเดียวกัน นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ให้ติดตามกรณีลูกเรือสายการบินของไทยถูกทางการออสเตรเลียจับกุม หลังตรวจพบสารเสพติดซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระที่นำเข้าประเทศ พร้อมขอให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ทั้งนี้ ตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย ลูกเรือทุกคนต้องผ่านการตรวจค้นเช่นเดียวกับผู้โดยสารทั่วไป แม้ว่าที่สนามบินของไทยจะมีช่องทางพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวก ให้ลูกเรือผ่านขั้นตอนตรวจค้นได้รวดเร็วขึ้น ยังคงต้องผ่านการตรวจทั้งตัวบุคคลและสัมภาระตามมาตรฐานสากล การตรวจค้นของสนามบิน มุ่งเน้นการค้นหาวัตถุอันตราย อาวุธ หรือวัตถุระเบิดที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอากาศยานเป็นหลักนายภัทรพงศ์กล่าวอีกว่า สำหรับการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด สัตว์ พืช หรือสิ่งของต้องห้ามอื่นๆ สนามบินจะประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศุลกากรและหน่วยงานด้านปราบปรามยาเสพติด เพื่อสนับสนุนข้อมูลข่าวสารและร่วมตรวจสอบเพิ่มเติม หากเจ้าหน้าที่พบสิ่งต้องสงสัย ที่ผ่านมาระบบดังกล่าวสามารถตรวจจับ การกระทำผิดได้ต่อเนื่อง แม้อาจไม่ได้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจมากนัก กรณีนี้ลูกเรือได้ผ่านการตรวจตามขั้นตอนของสนามบินต้นทางแล้ว เนื่องจากการตรวจด้านความปลอดภัยส่วนใหญ่จะเน้นค้นหาวัตถุอันตรายต่อการบิน ประกอบกับการซุกซ่อนสารเสพติดเป็นไปอย่างแนบเนียน อาจหลุดรอดจากการตรวจได้ ขณะที่เมื่อเดินทางถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียได้ตรวจค้น เพื่อสกัดการลักลอบนำเข้าสารเสพติดและของผิดกฎหมายโดยตรง จึงพบการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมายดังกล่าวรมช.คมนาคมกล่าวต่อว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันอีก ได้หารือและแจ้งกับ พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผอ.สำนักงานการบินพลเรือน แห่งประเทศไทย (CAAT) ขอให้เชิญสายการบิน AOT หน่วยงานด้านศุลกากร และหน่วยงานปราบปราม ยาเสพติด มาประชุมกันเพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติม รวมทั้งเข้มงวดกับลูกเรือในการรับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของ การยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานและเพิ่มการประสานงานด้านการข่าว เพื่อ ให้สามารถตรวจจับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษามาตรฐานการให้บริการผู้โดยสาร ไม่ให้ได้รับผลกระทบเกินความจำเป็นด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรณีลูกเรือสายการบินไทย ขนสิ่งของผิดกฎหมายเข้าประเทศออสเตรเลีย ต้องรอข้อเท็จจริง ว่าตั้งใจขนไปเองหรือถูกหลอกให้ขนสิ่งผิดกฎหมาย ได้สั่งให้ฝ่ายบริหารการบินไทยไปพิจารณากฎระเบียบของบริษัท ว่ามีความหละหลวมหรือไม่ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก กรณีที่เกิดขึ้นถือว่าทำให้ภาพลักษณ์ของการบินไทยและประเทศไทยเสียหาย ฝ่ายบริหารต้องไปดูว่า กฎระเบียบที่มีอยู่แล้วมีความหละหลวมหรือไม่ มีส่วนใดต้องปรับปรุงเพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นมานานมากๆ อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลสอบ ทั้งจากผลสอบสวนจากทั้งตำรวจและผลจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของการบินไทยที่รัฐสภา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีแอร์โฮสเตสถูกจับยาเสพติด ว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีการแจ้งว่าเป็นความผิดเฉพาะส่วนบุคคล กระบวนการตรวจสอบสารเสพติดทั้งขาเข้าและขาออกจะต้องรัดกุมมากยิ่งขึ้น การคัดกรองคนออกนอกประเทศจะต้องทำให้รัดกุมมากขึ้น เมื่อถามว่าจะกระทบกับสายการบินของไทยและนักท่องเที่ยวของไทยเวลาไปต่างประเทศหรือไม่ นายสุรศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงาน ไม่ใช่เรื่องขององค์กรที่ทำความผิด ยืนยันว่าไม่กระทบสายการบิน แต่จะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบลูกเรือให้มากขึ้น เมื่อถามถึงเหตุการณ์ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ที่ออสเตรเลียเคยแบนสายการบินนี้แล้ว จะกระทบกับภาพใหญ่ของการบินหรือไม่ นายสุรศักดิ์กล่าวว่า เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่องค์กร จึงไม่มีเหตุผลที่จะยกเลิกในระดับองค์กรหรือสายการบิน เพราะไม่ใช่เรื่องที่สายการบินเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด รู้เห็นเป็นใจเป็นขบวนการอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่