“หลายโครงการรัฐ ทำไมถึงมีเอกชนมาเขียนทีโออาร์ให้” ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ตอบคำถามนี้ พร้อมหยิบยกกรณีโครงการ TH–AI Passport กระตุกสังคมให้ตั้งคำถามมากมายว่า “โปร่งใส” และ “คุ้มค่า” จริงหรือ?ดร.มานะ บอกว่า หลายวันก่อนสื่อมวลชนตั้งคำถามอีกว่า “ทำไมหลายโครงการรัฐ ถึงมีเอกชนมาเขียนทีโออาร์ให้” ฟังแล้วมีคำตอบ 2 มุมที่เป็นความจริงทั้งคู่มุมแรก คือหลักการ...เจ้าหน้าที่รัฐในฐานะผู้ซื้อไม่ได้มีความรู้ไปทุกเรื่อง และยังต้องมีข้อมูลที่อัปเดตเพื่อกำหนดราคากลาง สเปก และเงื่อนไขตลาดของสินค้าหรือบริการนั้นๆให้ตรงกับสภาพปัจจุบัน เมื่อเทียบกับความต้องการและวงเงินที่มี ดังนั้นจึงต้องเชิญเอกชนมาพบทางด้านเอกชนก็ยินดีช่วยเพื่อหวังโอกาสทางการค้า เพราะอย่างน้อยก็รู้ความต้องการซื้อล่วงหน้าและสามารถป้อนข้อมูลของตนให้ผู้ซื้อเข้าใจมุมที่สอง คือด้านมืดที่รู้กันทั่วไป...การที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีเวลาเขียนทีโออาร์หรือไม่มีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก่อนเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ แต่ในชีวิตจริงมันมีเบื้องหลังที่มาพร้อมคอร์รัปชันหรือไม่? นั่นคือ1.มีการวางแผนร่วมกับเอกชนเพื่อล็อกสเปกหรือผูกเงื่อนปมในทีโออาร์ ให้พวกตนได้เปรียบในการประมูลงาน และมีกำไรมากพอนำมาแบ่งปันกัน2.เกิด “คอร์รัปชันเชิงนโยบาย” ในกรณีที่เอกชนได้เตรียมสินค้าหรือบริการไว้แล้ว เมื่อตกลงกับผู้มีอำนาจสำเร็จ? ขั้นต่อไปต้องให้เอกชนรายนั้นมาร่วมเขียนทีโออาร์ในส่วนที่เกี่ยวกับ “เทคนิค” เพราะเขารู้ตื้นลึกหนาบางของเทคโนโลยี ตลาดและการแข่งขันของสินค้านั้นดีรวมถึงรู้กลวิธีปกปิด ซ่อนปม กีดกันคู่แข่งขัน กำหนดเงื่อนไขและตั้งงบประมาณให้สูงสุดกู่เทคนิคการเขียนทีโออาร์ให้ขายสินค้าได้ราคาแพง...สิ่งที่ได้ฟังจากแวดวงธุรกิจและพบเห็นบนสื่อออนไลน์เสมอ คือ “ทีโออาร์เป็นเข็มทิศและทางเดินในการจัดซื้อ จงเขียนให้เปิดกว้างเข้าข้าง มีทางออกให้ตนเองเสมอ” ดังนั้น ต้องเขียนสเปกให้สูงกว่า ฟังดูแตกต่างและพิเศษกว่า ใช้ชื่อสินค้าและลักษณะคุณสมบัติแปลกๆ เขียนนอกกรอบที่คุ้นเคยของราชการ เพื่อให้คนอื่นสับสนหาข้อมูลเปรียบเทียบยากเข้าใจได้ว่า การที่เอกชนเขียนได้เก่งและรวดเร็วเพราะมีแรงจูงใจทางธุรกิจและมีบุคลากรที่ช่ำชองในสินค้าและบริการของเขา ถ้าหากเป็นโครงการมูลค่าสูงเขายังสามารถระดมความร่วมมือจากซัพพลายเออร์ในตลาด หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและนักกฎหมายมาสนับสนุนอย่าลืมว่า พวกเขาใช้เวลาวางแผนมานานแล้วก่อนที่สังคมจะได้รับรู้ถึงตรงนี้ คำถามสำคัญมีว่า...ทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ลดการพึ่งพาเอกชนในการเขียนทีโออาร์ เช่น สร้างแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือให้เจ้าหน้าที่สืบค้นได้ง่าย...“ACT Ai” ระบบที่รวบรวมข้อมูลการจัดซื้อฯภาครัฐจากฐานข้อมูลของกรมบัญชีกลาง ย้อนหลังไป 10 ปี ราว 40 ล้านรายการ ที่ทุกคนสามารถเข้าไปดูทีโออาร์/ราคา/เงื่อนไขต่างๆ ได้ “ง่ายและฟรี”สินค้าและบริการแปลกใหม่ เช่น ระบบ Ai และ Application & Software ที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงของหน่วยงาน สิ่งเหล่านี้แม้จำเป็นมากขึ้นแต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน จึงมีเวลาที่แต่ละหน่วยงานจะหาข้อมูลและการสนับสนุนจากหน่วยงานด้าน IT หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของรัฐและเอกชนถัดมา...ปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยงานกำหนดสเปกสินค้าและบริการได้ตามใจโดยไม่จำเป็น, รัฐจัดให้มีศูนย์หรือผู้ให้คำปรึกษา, เปิดเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังข้อมูล, เปิดเป็น International Bidding ให้นานาชาติเข้าร่วมเสนอโครงการและมีบทลงโทษบริษัทที่หน่วยงานรัฐจ้างมาเป็นที่ปรึกษาหรือผู้พัฒนาระบบ หากพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีการกระทำที่ทุจริตหรือประมาทเลินเล่อหลายๆคนมองตรงกันว่าประเด็น “ชงเองกินเอง” ในการเขียนทีโออาร์ (TOR) เป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่แฝงอยู่ในระบบ ราชการไทยมาอย่างยาวนาน อาจนำไปสู่การคอร์รัปชันได้มหาศาล? อาจไม่ใช่แค่เรื่องของการทำผิดจริยธรรม แต่เป็นเรื่องของ “การออกแบบความผิดให้กลายเป็นเรื่องถูก”กลไกสำคัญคือการสร้างกำแพงทางเทคนิค ใส่ “เงื่อนไขเฉพาะ” กลายเป็นว่า “ล็อกสเปก” ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ส่งผลให้ไม่มีคู่แข่งรายอื่นสามารถประมูลได้...การปั่นราคา การใส่คุณสมบัติ “พิเศษ” หรือ “แปลกใหม่” ที่ยากต่อการสืบราคาตลาด ช่วยให้เอกชนสามารถตั้งราคากลางได้สูงเกินจริงสุดท้ายการตัดตอนการตรวจสอบ เมื่อคนเขียน TOR คือคนที่จะเข้าประมูล เขียนกติกาให้มี “ช่องว่าง” หรือ “ความคลุมเครือ” ที่เอื้อต่อการแก้ไขสัญญา หรือการลดทอนคุณภาพงานในภายหลังโดยไม่ผิดสัญญาข้อเสนอที่ว่าให้ใช้ International Bidding ตั้งแต่ต้นและพักนโยบาย Thai First ไว้ก่อนในช่วงแรก เป็นยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจและสมเหตุสมผลมากในเชิงการพัฒนาประเทศ...การเปิดประมูลนานาชาติจะทำให้รัฐมี “ตัวเปรียบเทียบ” ทั้งในด้านราคา คุณภาพ มาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเปิดเผยราคากลางที่แท้จริงในตลาดโลกจาก “ผู้เขียน” เป็น “ผู้กำหนดโจทย์”...รัฐไม่ต้องเขียนสเปกเทคนิคที่ลึกเกินไป แต่เขียน “Output/Outcome Based TOR” คือกำหนดว่าต้องการผลลัพธ์อะไร แล้วให้เอกชนทั่วโลกนำเสนอวิธีแก้ปัญหามาสู้กันบนมาตรฐานกลาง...พร้อมดึงสถาบันการศึกษาและหน่วยงานกลางมาเป็นที่ปรึกษา เลิกวนเวียนใช้เจ้าประจำกล้าเริ่มโครงการเรียนรู้ ยอมรับความจริงว่า 4–5 โครงการแรกอาจไม่ใช่การทำงานที่เร็วที่สุดหรือถูกที่สุด แต่คือ “การลงทุนเพื่อสร้างคน” หากทำได้จริง หลังจากนั้นไทยจะมีผู้เชี่ยวชาญของตัวเอง และไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของบริษัทเอกชนเจ้าใด เจ้าหนึ่งอีกต่อไป...ปฏิวัติวงจรเดิมๆ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม