“อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ปีกหัก ตกรอบแบบพลิกล็อก เจอทีเด็ด “ปารากวัย” พ่ายดวลจุดโทษไป 3-4 จอดป้ายศึกฟุตบอลโลก 2026 แค่รอบนี้ อีกคู่ “อินทรีแห่งคาร์เธจ” โมร็อกโก รับบท “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” โค่น “กังหันลมสีส้ม” เนเธอร์แลนด์ เอาชนะดวลจุดโทษไปได้ 3-2 ตีตั๋วเข้ารอบ 16 ทีม เจอกับแคนาดา ขณะที่ “แซมบ้า” บราซิล โชว์ฟอร์มสมราคา หักดาบ “ซามูไร” ญี่ปุ่น กลับมาชนะ 2-1 ทะลุเข้าไปยืนรอพบไอวอรีโคสต์ หรือนอร์เวย์ ส่วนโปรแกรมการแข่งขัน รอบ 32 ทีม “แฮร์รี เคน” นำทัพ “สิงโตคำราม” อังกฤษ หนึ่งในเต็งแชมป์ ดวลกับดีอาร์ คองโก ทีมแกร่งจากแอฟริกา ลุ้นชิงตั๋วไปต่อ ด้าน “เบลเยียม” หวังฟอร์มคงที่ลงปะทะ “เซเนกัล” งานนี้คว้าชัยไม่ได้ ปิดท้าย “พญาอินทรี” สหรัฐอเมริกา บดกับ บอสเนียและเฮอร์เซโกวินา ทั้งสองทีมใส่กันแหลกแน่ ทั้ง 3 คู่ ช่องโมโนแม็กซ์ยิงสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย เมื่อเช้าวันอังคารที่ 30 ก.ค. “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี อดีตแชมป์โลก 4 สมัย และแชมป์กลุ่มอี พบกับปารากวัยทีมแกร่งจากอเมริกาใต้ทีมอันดับ3 กลุ่มดี เริ่มต้นเกมเยอรมนีเปิดเกมรุกกดดันเข้าใส่ทันที แต่ทำได้แค่หวาดเสียว นาทีที่ 42 ฮูลิโอ เอ็นชิโซ ยิงให้ปารากวัยขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากนั้นนาทีที่54 ไค ฮาเวิร์ตซ์ ซัดประตูตีเสมอให้ “อินทรีเหล็ก”ไล่ตามมาเป็น 1-1 ช่วงเวลาที่เหลือยิงประตูเพิ่มไม่ได้ ครบ 90 นาทีเสมอกันไป 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษไปอีก 30 นาที แต่ยังทำอะไรกันไม่ได้ ครบ 120 นาทีเสมอกัน 1-1 ต้องตัดสินด้วยจุดโทษ ปารากวัยยิงแม่นกว่าเอาชนะเยอรมนีไปได้ 4-3 ตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสำเร็จ ไปรอพบผู้ชนะระหว่างฝรั่งเศสหรือสวีเดน ส่วนเยอรมนีตกรอบไปอย่างพลิกความคาดหมายด้าน “กังหันลมสีส้ม” เนเธอร์แลนด์ ยักษ์ใหญ่จากยุโรปแชมป์กลุ่มเอฟ พบกับ “อินทรีแห่งคาร์เธจ” โมร็อกโก แชมป์แอฟริกาทีมล่าสุดรองจ่าฝูงของกลุ่มซี เปิดฉากมาทั้งสองทีมแลกกันอย่างสนุกตั้งแต่ต้นเกม ก่อนจะเป็นโคดี กักโป ยิงให้ “กังหันลมสีส้ม” ขึ้นนำไปก่อน 1-0 เกมทำท่าจะจบลงด้วยชัยชนะของ “อัศวินสีส้ม” แต่ช่วงทดเจ็บนาทีแรก อิสซา ดิย็อป ซัดประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ ครบ 90 นาทีเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาทีแต่ยังทำอะไรเพิ่มกันไม่ได้ ครบ 120 นาทีเสมอกัน 1-1 ต้องดวลจุดโทษ โมร็อกโกยิงแม่นกว่าเอาชนะ เนเธอร์แลนด์ ไป 3-2 ส่งผลให้แชมป์แอฟริกาตีตั๋วเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายไปเจอกับทัพ “ใบเมเปิ้ลสีแดง” แคนาดา หนึ่งในเจ้าภาพร่วมในวันที่ 4 ก.ค. ส่วนเนเธอร์แลนด์จอดป้ายเพียงแค่รอบนี้ขณะที่ “แซมบ้า” บราซิล แชมป์โลก 5สมัยและจ่าฝูงของกลุ่มซี พบกับ “ซามูไร” ญี่ปุ่น ยักษ์ใหญ่จากเอเชียและรองแชมป์กลุ่มเอฟ ทั้งคู่เพิ่งเจอกันในช่วงเดือนตุลาคม 2025 เกมดังกล่าวขุนพลอาทิตย์อุทัยบดเอาชนะบราซิลไปได้ 3-2 เริ่มเกมเป็นบราซิล เปิดเกมฉากเดินเกมรุกเข้าใส่ตั้งแต่ต้นเกม แต่ทำได้แค่หวาดเสียว นาทีที่ 29 ไคซู ซาโนะ หลุดไปยิงให้ “ซามูไร” พลิกขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากนั้นนาทีที่ 56 คาเซมิโรโหม่งให้บราซิล ตีเสมอ 1-1 ทั้งสองทีมเปิดเกมรุกใส่กันหวังเก็บชัยชนะให้ได้ เกมทำท่าจะจบลงด้วยการเสมอ แต่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 6 กาเบรียล มาร์ติเนลลี ตัวสำรองส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย จบเกมบราซิลพลิกกลับมาชนะญี่ปุ่น 2-1 ตีตั๋วเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย รอพบผู้ชนะระหว่าง ไอวอรีโคสต์หรือนอร์เวย์ในวันที่ 5 ก.ค.สำหรับโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ของวันที่ 1 ก.ค. มีฟาดแข้งกัน 3 คู่ 3 สนาม คู่เอก “สิงโตคำราม” อังกฤษ แชมป์กลุ่มแอล ดวลกับดีอาร์ คองโก ทีมแกร่งจากแอฟริกาใต้และอันดับ 3 กลุ่มเค ฟาดแข้งกันที่แอตแลนตา สเตเดียม รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เที่ยงวันที่ 1 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับเมืองไทย 5 ทุ่มคืนวันที่ 1 ก.ค. ช่องโมโนแม็กซ์ถ่ายทอดสดโธมัส ทูเคิล นายใหญ่ชาวเยอรมันของทีมชาติอังกฤษ ยังไม่มีรีซ เจมส์, จาร์ราล ควอนซาห์ ที่เจ็บ ทำให้เกมนี้ต้องปรับ เทรเวอร์ ชาโลบาห์ ลงทำหน้าที่แบ็กขวาคุมแนวรับร่วมกับเอสรี คอนซา, มาร์คเกฮี, นิโก โอไรลีย์ แทน เดแคลน ไรซ์ ฟิตสมบูรณ์กลับมาคุมเกมร่วมกับเอลเลียต แอนเดอร์สัน อีกครั้ง จู๊ด เบลลิงแฮม ผนึกกำลังบูกาโย ซากา และมาร์คัส แรชฟอร์ด ปั้นเกมรุก มีแฮร์รี เคน กองหน้ากัปตันทีมที่กดไปแล้ว 3 ตุงลงยืนหน้าเป้าเซบาสเตียน เดอซาเบร เทรนเนอร์ทีมชาติดีอาร์ คองโก ไม่มีปัญหาในการจัดทัพแต่อย่างใด เกมนี้จะยึดผู้เล่นจากเกมทุบอุซเบกิสถาน 3-1 แนวรับวางอารอน วาน บิสซากา, ชานเซล เอ็มเบมบา, อักเซล ตวนเซเบ, อาร์ธูร์ มาซัวกู ยืนเป็นแผงแบ็กโฟร์ นาธานาเอล เอ็มบูกู ขับเคลื่อนเกมร่วมกับโนอาห์ ซาดิกิ, ซามูเอล มูโตอุสซามี, ไบรอัน ซิเปนกา แดนหน้าวางโยอัน วีซา ที่ยิงไปแล้ว 3 ตุงผนึกกำลังเซดริก บาคัมบู ลงล่าตาข่ายอังกฤษเหนือกว่าหลายช่วงตัว แม้ว่าฟอร์มหลัง “สิงโตคำราม” ยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางเท่าไร แต่ทัพทรี ไลออนส์ ยังมีทีเด็ดที่เกมรุกค่อนข้างเฉียบคม ส่วนดีอาร์ คองโก ถือว่าไม่ธรรมดา มีจุดเด่นอยู่ที่ความอึดถึกทนวิ่งได้ไม่หมดน่าจะสร้างปัญหาจนอังกฤษเดินเกมไม่ถนัดเท่าไร แต่ “ทรี ไลออนส์” มีจังหวะเข้าทำเด็ดขาดกว่า จะอาศัยเคน, ซากา, เบลลิงแฮม, แรชฟอร์ด ช่วยกันยิงพาทีมเก็บชัยชนะตบเท้าเข้ารอบไปในท้ายที่สุดด้าน “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” เบลเยียม แชมป์กลุ่มจี ดวลกับ “สิงโตเตรังกา” เซเนกัล ทีมดังจากแอฟริกาและทีมอันดับ 3 กลุ่มไอ ฟาดแข้งกันที่ซีแอตเติล สเตเดียม รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา บ่ายโมงวันที่ 1 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับเมืองไทย ตี 3 วันที่ 2 ก.ค. ช่องโมโนแม็กซ์, โมโนแม็กซ์ สปอร์ต (ช่อง 29) ถ่ายทอดสดรูดี การ์เซีย กุนซือทีมชาติเบลเยียม สภาพทีมค่อนข้างพร้อม เกมนี้ได้นาธาน ลอย พ้นโทษแบนกลับมาสู่ทีมอีกครั้ง ยึดผู้เล่นจากเกมโค่นนิวซีแลนด์ 5-1 แนวรับวางอาร์ตูร์ ธีอาเต, แบรนดอน เมเคเล ยืนเป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ยูรี ติเลมันส์, ฮานส์วานาเคน คุมจังหวะเกม เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ตัวเก่งผนึกกำลังเลอันโดร ทรอสซาร์ด, เฌเรมี โดกู ปั้นเกมรุก แดนหน้าจะปรับมาใช้โรเมลู ลูกากู กองหน้าร่างยักษ์ออกสตาร์ตตัวจริงลงยืนหน้าเป้าปาเป บูนา เธียว กุนซือทีมชาติเซเนกัล จะยึดผู้เล่นจากเกมถล่มอิรักยับเยิน 5-1 แนวรับวางมุสซา เนียคาเต, อับดุลลาเย เซค ยืนเป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ อิดริสซา เกย์ คุมจังหวะเกมร่วมกับลามีน คามารา, ปาป ซาร์ แดนหน้าวางซาดิโอ มาเน กัปตันทีม ผนึกกำลังอิสไมลาร์ ซาร์, อิบราฮิม เอ็มบาเย ยืนเป็น 3 ประสานแดนหน้าคู่สุดท้ายของวัน “พญาอินทรี” สหรัฐอเมริกา เจ้าภาพร่วม แชมป์กลุ่มดี พบกับบอสเนียและเฮอร์เซโกวินา ตัวแทนจากยุโรป อันดับ 3 กลุ่มบี ฟาดแข้งกันที่ซานฟรานซิสโก เบย์ แอเรีย สเตเดียม รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 5 โมงเย็น วันที่ 1 ก.ค.ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับเมืองไทย 7 โมงเช้า วันที่ 2 ก.ค. ช่องโมโนแม็กซ์ยิงสดเมาริซิโอ โปเชตติโน กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ของสหรัฐอเมริกา จะเรียกตัวหลักๆกลับมาสู่ทีมอีกครั้งหลังจากได้พักในเกมที่แพ้ตุรกี 2-3 แนวรับวางอเล็กซ์ ฟรีแมน, คริส ริชาร์ดส์, ทิม รีม, แอนโทนี โรบินสัน ยืนเป็นแผงแบ็กโฟร์ ไทเลอร์ อดัมส์, มาลีค ทีลล์มัน คุมจังหวะเกม คริสเตียน พูลิซิช เพลย์เมกเกอร์ตัวเก่งฟิตเปรี๊ยะกลับมาออกสตาร์ตตัวจริงผนึกกำลังเวสตัน แมคเคนนี เซร์จิโอ เดสต์ ปั้นเกมรุก แดนหน้าวางฟลอเรียน บาโลกัน ลงยืนหน้าเป้าเซอร์เก บาบาเรซ เทรนเนอร์ทีมชาติบอสเนียฯ เกมนี้จะได้ทาลิค มูฮาเรโมวิช พ้นโทษแบนกลับมายืนแนวรับร่วมกับเซดัด โคลาซินัช, นิโกลา คาติช, อาร์ยาน มาลิช อีกครั้ง คาเรม อลาจ์เบโกวิช ที่ยิงประตูได้ในเกมที่แล้วผนึกกำลังอิวาน บาซิช, อิวาน เมมิช, เอสเมียร์ บาจ์รัคตาเรวิช ขับเคลื่อนเกมกลางสนาม แดนหน้าวางเอดิน เชโก กองหน้ากัปตันทีมวัย 40 ปี ผนึกกำลังเอร์เมดิน เดมิโรวิช ยืนเป็นคู่หัวหอกอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่