ประการที่สาม Constitutive IFN expression แม้ว่าค้างคาวจะลดการตอบสนองแบบอักเสบลง แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบภูมิคุ้มกันของมันอ่อนแอ ตรงกันข้าม ค้างคาวมีกลยุทธ์การป้องกันไวรัสที่แตกต่างออกไป คือการแสดงออกของ interferon–alpha แบบ constitutive expression ก็คือแสดงออกตลอดเวลาในระดับพื้นฐานโดยไม่ต้องรอให้มีการติดเชื้อมากระตุ้น (always–on)ในมนุษย์และหนู ยีน IFN จะถูกกระตุ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเท่านั้น แต่ในค้างคาวยีน IFN-alpha จะทำงานตลอดเวลา ทำให้เซลล์ของค้างคาวอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมต้านไวรัส (antiviral state) เสมอ สิ่งนี้จำกัดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับต่ำและควบคุมได้ โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อตนเองประการที่ 4. Inflammasome dampening และการขาดหายของ PYHIN gene family นอกจาก IFN แล้ว ระบบ inflammasome โดยเฉพาะ NLRP3 ซึ่งทำหน้าที่สร้าง IL-beta และ IL-18 เพื่อกระตุ้นการอักเสบก็ถูกกดการทำงานในค้างคาวเช่นกัน พบว่าค้างคาวมีการแสดงออกของโปรตีน NLRP3 ในระดับต่ำมากหรือมี function ที่ลดลง และยังมีการสูญเสียยีนกลุ่ม PYHIN เช่น AIM2, IFI16 ไปทั้งหมดในจีโนมของค้างคาว ยีนกลุ่มนี้ทำหน้าที่ตรวจจับ DNA แปลกปลอมและกระตุ้นการตายของเซลล์และการอักเสบ การขาดหายไปของกลุ่มยีนนี้ยืนยันสมมติฐานที่ว่าค้างคาววิวัฒนาการเพื่อลดการตอบสนองต่อ DNA ใน cytosol เพื่อรองรับสรีรวิทยาของการบินค้างคาวเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง สภาพแวดล้อมเช่นนี้เอื้อให้มีการแลกเปลี่ยนไวรัสของค้างคาวแต่ละตัว เช่น ค้างคาวตัวหนึ่งติด corona virus สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B พร้อมๆกัน เมื่อไวรัสสองตัวนี้เข้าไปเจอกันในเซลล์เดียวกันก็เกิดการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนพันธุกรรม (recombination) เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้แล้วเรื่องไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่ ผลคือเกิด corona virus สายพันธุ์ C ซึ่งเป็นไวรัสตัวใหม่ ถ้าแพร่ได้ง่าย เร็ว และมีอาการรุนแรง ก็อาจเป็นความซวยของมนุษย์ความสัมพันธ์ระหว่างค้างคาวและไวรัสเป็นตัวอย่างคลาสสิกของวิวัฒนาการชั้นยอดในระดับโมเลกุล เนื่องจากค้างคาวมีระบบ IFN ที่ทำงานตลอดเวลา (constitutive IFN) ไวรัสจึงต้องวิวัฒนาการให้มีความสามารถในการแบ่งตัวที่รวดเร็ว (high replication rate) และมีกลไกหลบหลีก IFN เพื่อที่จะสามารถอยู่ได้ในตัวค้างคาว ดังนั้นไวรัสที่อยู่รอดในค้างคาวคือไวรัสชั้นยอดที่ทนทานและเพิ่มจำนวนได้ไว เมื่อไวรัสเหล่านี้กระโดดข้ามไปยังโฮสต์อื่น (spillover) เช่นมนุษย์ที่ไม่มีระบบภูมิคุ้มกันแบบ always–on เหมือนค้างคาว ไวรัสจึงสามารถแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงเกินกว่าที่ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์จะควบคุมทัน ส่งผลให้เกิดพยาธิสภาพที่รุนแรงดังนั้นความที่ค้างคาวเป็นแหล่งชุมนุมของไวรัสจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นวิวัฒนาการที่เกิดจากการปรับตัวเพื่อรองรับการบินซึ่งเป็นปัจจัยก่อให้เกิดความเครียดระดับเซลล์ที่คล้ายคลึงกับการติดเชื้อไวรัส คือมี DNA damage, cytosolic DNA ค้างคาวจึงจำเป็นต้องลดทอนกลไกการอักเสบ (inflammation dampening) และปรับระบบ innate immunity ให้มี tolerance มากกว่า clearanceดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริหมอดื้อคลิกอ่านคอลัมน์ "สุขภาพหรรษา" เพิ่มเติม