ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”...กลาย เป็นประเด็นที่สายความมั่นคงและนักวิเคราะห์การทหารในภูมิภาคอาเซียนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากมีกระแสข่าวแพร่สะพัด “กองทัพกัมพูชา” ได้รับมอบรถถังหลักแบบ T–59D จำนวน 39 คันจากสาธารณรัฐประชาชนจีนภาพชุดเผยแพร่ในโลกออนไลน์จะตั้งใจหลุดหรือตั้งใจโชว์สะท้อนหลักฐานสำคัญ เผยให้เห็นปฏิบัติการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ภายใต้ความมืดภาพชุดที่ว่านี้แสดงให้เห็นถึงขบวนรถพ่วงชานต่ำกำลังลำเลียงสิ่งของขนาดใหญ่ที่มีผ้าใบและตาข่ายพรางคลุมไว้อย่างมิดชิด แต่ด้วยรูปทรงที่เด่นชัดทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าสิ่งสิ่งนั้นคือ “รถถัง” และจากการตรวจสอบพิกัดเชิงลึกพบว่า...ขบวนขนส่งนี้วิ่งผ่านบริเวณหน้าท่าเรือสีหนุวิลมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อเข้าสู่ “ทางหลวงหมายเลข 4” ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเชื่อมต่อไปยัง “กรุงพนมเปญ” โดยอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการปฏิบัติการเพื่ออำพรางการเคลื่อนไหวจากสายตาภายนอก“Type 59D” ไม่ใช่รถถังเศษเหล็ก นี่เป็นรถถังที่ใช้งานได้ แม้จะไม่ทันสมัยมากนัก แต่ก็ถือว่าสร้างความแตกต่างได้ในสงคราม โดยเฉพาะจำนวนที่มากถึง 1 กรมรถถัง “thaiarmedforce.com” เฟซบุ๊กเพจเกี่ยวกับข้อมูล ข่าวสาร บทวิเคราะห์เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และความมั่นคงของกองทัพไทยทุกเหล่าทัพ รวมถึงข่าวสารทางทหารต่างประเทศ ระบุ“Type 59D” ไม่ใช่ “T59D” หรือชื่อในกองทัพจีนคือ “ZTZ59D” ไม่ได้เป็นรุ่นที่เก่ามากแบบสภาพแย่ เพราะกองทัพบกจีนยังใช้อยู่ แต่ทยอยปลดประจำการแล้ว แม้ต้นกำเนิดของ Type 59D จะมาจากรถถัง T-54 ของโซเวียต แต่จีนได้ปรับปรุงมาพอสมควร และทันสมัยกว่า Type 69-II ที่ไทยเคยมีใช้เยอะพอสมควรZTZ59D ติดปืน 105 มม. แบบ ZPL–94 ลำกล้องยาว 62 คาลิเบอร์ ยิงได้ไกล 2,000 เมตร มีลูกปืนหลายแบบ เช่น HEAT, HESH, APFSDS และสามารถยิงจรวด ATGM ได้จากลำกล้องปืนซึ่งมีระยะยิง 5,000 ม.ปืนมีระบบ Stabilizer มีระบบควบคุมการยิง มีกล้อง Thermal มีเลเซอร์วัดระยะ มีกล้องมองกลางคืน ตัวรถมีการติดตั้งเกราะเสริม ERA ที่ส่วนหน้าและที่ป้อมปืน นอกนั้นก็มีปืนกล 7.62 และ 12.7 มม.ตามปกติสิ่งที่สำคัญของเรื่องนี้คือ...จำนวน 93 คัน (ตามสัญญาจะมีการส่งมอบรถถังทั้งหมด 93 คัน) ซึ่งสามารถจัดได้ 1 กรม รถถังหรือ 3 กองพันรถถังซึ่งโดยหลักนิยมของโซเวียตแล้ว “กรมรถถัง” เมื่อสนับสนุนด้วยกองพันยานเกราะและกองพันปืนใหญ่ สามารถจัดกำลังเพื่อเข้าตีเป้าหมายหรือทำลายแนวตั้งรับของฝ่ายรับได้ที่หน้ากว้าง 3-5 กิโลเมตร ตีลึกเข้าไปในดินแดนของข้าศึกได้ 10-15 กิโลเมตร โดยมักจะใช้สองกองพันรถถังตีด้านซ้ายและขวาสนับสนุนโดยกองพันรถถังกองพันที่สาม และใช้อำนาจการยิงทำลายแนวตั้งรับข้าศึก โดยรวมแล้ว 1 กรมรถถังถ้าจัดแบบโซเวียตสามารถควบคุมพื้นที่ได้ 100 ถึง 150 ตารางกิโลเมตรลองคิดดูว่า...กรมรถถังนี้เข้าตีบ้านหนองจาน อำนาจการยิงจะมีมากขนาดไหนและ...นี่คืออำนาจการยิงและการทำลายที่เกิดขึ้นได้จาก 1 กรมรถถัง ซึ่งกัมพูชามีอำนาจการรบเพิ่มขึ้นมาทันที 1 กรม แม้รถถัง อาจจะไม่ใช่รถถังที่ทันสมัยมาก แต่ในเมื่อรถถังยังยิงออกได้ ยิ่งไปกว่านั้นสามารถใช้กระสุนที่มีความทันสมัยมากขึ้นได้ มีระบบช่วยเล็งและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่ง “กัมพูชา” ไม่เคยมีขีดความสามารถในระดับนี้มาก่อน นี่คือการเพิ่มขีดความสามารถให้กับกองทัพกัมพูชาเป็นอย่างมาก และเป็นโจทย์สำคัญของกองทัพไทยที่จะต้องรับมือในการปะทะ #ชายแดนไทยกัมพูชา สองรอบที่ผ่านมา เรายังไม่เห็นกัมพูชาใช้หน่วยรถถังและยานเกราะเข้าปฏิบัติการพร้อมกันตามตำราของโซเวียตที่เป็นหลักนิยมของกัมพูชาอาจจะเป็นเพราะว่าหน่วยรถถังของกัมพูชามีความพร้อมต่ำ แต่หลังจากจีนส่งมอบรถถังชุดนี้ให้กับกัมพูชา ตอนนี้กัมพูชามีขีดความสามารถนี้แล้ว และถ้ากัมพูชาสามารถรวบรวมกำลังและอำนาจการยิงและเข้าปฏิบัติการ ณ เป้าหมายที่กัมพูชาต้องการนี่จะเป็น “งานหนัก” ของ “กองทัพไทย” อย่างแน่นอนดังนั้น การที่หลายท่านประเมินรถถัง Type 59D ของกัมพูชาเพียงแค่ว่าเป็นรถถังมือสอง ปลดประจำการแล้ว ไม่ทันสมัย หรือเป็นแค่รถถังเก่า คือการมองข้ามอำนาจการยิงและสิ่งที่รถถังแบบนี้จะทำได้ การประมาทเกินไปอาจทำให้เราตีความยุทธศาสตร์ของจีนในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้กับกองทัพกัมพูชารวมถึงสิ่งที่กัมพูชาจะทำได้หลังจากได้ขีดความสามารถเหล่านี้มาผิดไป ที่สำคัญก็คือ การมีรถถังแบบนี้ในจำนวนเท่านี้ คือการทำให้กัมพูชามีขีดความสามารถในการทำการบเชิงรุกได้เป็นครั้งแรกถึงตรงนี้นักวิชาการสายความมั่นคงและนักวิเคราะห์การทหาร มีมุมมองขอเสริมพุ่งเป้าไปที่ประเด็นความซับซ้อนทางการเมืองและยุทธศาสตร์...“สลับหัวโขน” ด้วยว่าความน่ากังวลที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่รถถังจีน “Type 59D” เท่านั้น หากแต่อยู่ที่ “บริบทและสัญญะทางการเมือง” ที่ซ่อนอยู่หลังม่านฉายภาพวาทกรรมชาตินิยมและการเมืองภายใน ถ้อยแถลงของสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ออกมาระบุก่อนหน้านี้ในลักษณะทวงคืนพื้นที่ทับซ้อน พร้อมกล่าวขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถเตรียมความพร้อมทางทหารได้ดีพอในการปะทะกับไทยครั้งก่อน สะท้อนชัดเจนว่ากัมพูชากำลังใช้ประเด็นภัยคุกคามภายนอกมาปลุกกระแสรักชาติภายใน และการได้รถถัง T-59D มาตอกย้ำภาพความสำเร็จในการเสริมเขี้ยวเล็บ...ยิ่งทำให้นโยบายชายแดนของพนมเปญมีแนวโน้มจะ “แข็งกร้าวและกล้าเสี่ยง” มากขึ้นที่สำคัญคือการทูตสองหน้าของปักกิ่งจะเป็นเช่นใดชวนให้ติดตามลงลึกในรายละเอียด.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม