ความสับสนของ โครงการ TH-AI Passport หรือชื่อเป็นภาษาไทยว่า โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย ตามสเปกจะเป็นโครงการที่รัฐโดย กระทรวงดีอี จัดหา AI ให้กับประชาชนจำนวน 5 ล้านคน ใช้งานฟรี มีมูลค่าโครงการที่ 1,600 ล้านบาท แว้บแรกที่เข้ามาในความคิด ระหว่างปากท้องชาวบ้านกับข้อจำกัดของวงเงินงบประมาณรายจ่ายของประเทศจาก วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสงคราม และวิกฤติพลังงาน อะไรที่รัฐควรจะให้ความสำคัญมากกว่ากันความหมายของ TH-AI Passport ในเบื้องต้นคนไทยพยายามจะรับรู้ว่า เป็นโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อคนไทย สนับสนุนให้คนไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI และเรียนรู้การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการศึกษา ด้านการทำงาน และการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ไม่จำกัดเฉพาะคนในวงการเทคโนโลยีเท่านั้น (ในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์แจกเงินให้ประชาชนไปเรียนเพิ่มทักษะโดยตรง)รายละเอียดมีอยู่แค่นี้ ไม่มีความชัดเจนของเป้าหมายที่แท้จริง ใคร กลุ่มไหน ได้อะไร เพิ่มศักยภาพอย่างไร ไม่มีใครรู้ ไปกำหนดเอาฐาน 5 ล้านคนมาจากไหน มีกฎเกณฑ์อย่างไร สรุปว่า โครงการนี้ไม่ต่างจากลักษณะของกล่องสุ่ม คือใครสนใจของฟรีก็เข้ามาร่วมโครงการ ส่วนจะเพิ่มศักยภาพด้านไหน อะไร ไม่ได้กำหนดเป้าหมายเอาไว้และที่ รมว.ดีอี ไชยชนก ชิดชอบ อ้างว่า คนไทยมีอัตราเข้าถึง AI เพียง 10.7% ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ 60.9% เวียดนาม 23.5% ดังนั้น โครงการนี้จะสามารถเพิ่มผู้ใช้งาน AI ได้ถึง 5 ล้านคน ทำให้อัตราการเข้าถึง AI 23% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 16.3% โดยใช้งบเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี หรือ 27 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า โครงการมุ่งพัฒนาทักษะ AI ที่นำไปใช้ได้จริงผ่านหลักสูตร Up Skill ที่ร่วมพัฒนากับ กูเกิล ไมโครซอฟท์ และโอเพ่น เอไอ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้สรุปว่า ความพิเศษของโครงการนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเครื่องมือเอไอ เพิ่มทักษะแรงงานไทย สนับสนุนการศึกษาและธุรกิจ ผลักดันประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลโดยไม่รู้ว่า AI ที่รัฐต้องการคืออะไรความจริงวันนี้ก็คือ AI กับคนไทย ที่เข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ต่ำกว่า 51 ล้านคนใช้เพื่อความบันเทิง การติดต่อสื่อสาร ซื้อขายสินค้าออนไลน์ ติดตามข่าวสาร ด้วยโครงสร้างของประเทศไทย มีลักษณะเป็นผู้ใช้มากกว่าผู้ผลิต เราไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีการส่งเสริมให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเอง คนไทยใช้เอไอในการลงทะเบียนคนละครึ่ง ไทยช่วยไทย ยังทุลักทุเล เสร็จแล้วก็โพสต์ในชีวิตประจำวันโครงการนี้จึงไม่ต่างจากโครงการตีหัวเข้าบ้านเพราะคนไทยไม่เชื่อมั่นในระบบความปลอดภัยทางออนไลน์ที่จะใช้ประโยชน์อย่างจริงๆจังๆในการพัฒนาทักษะหรือธุรกิจ ดีไม่ดีเป็นเหยื่อมิจฉาชีพไปฉิบ การรับมือของภาครัฐก่อนจะยกระดับทักษะด้านดิจิทัลเพื่อคนไทยควรยกระดับด้าน AI ของภาครัฐให้ทันสแกมเมอร์ก่อนดีกว่า สรุปว่าโครงการนี้มีคนได้ประโยชน์แต่ไม่ใช่ประชาชนตาดำๆ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม