ท่ามกลาง “วิกฤติพลังงาน” จากสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากน้ำมัน และปิโตรเคมี รวมทั้งส่งผลต่อเนื่องถึงค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และต้นทุนวัตถุดิบในด้านต่างๆ ซึ่งทำให้ค่าครองชีพคนไทยในระยะต่อไปมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องหลายคนยังอุ่นใจว่า แม้สงครามจะลากยาวไป แต่ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตอาหาร เราน่าจะไม่มีปัญหาอดอยากหรือขาดแคลนอาหารอย่างแน่นอน ในทางตรงกันข้าม อาหารและผลิตผลทางการเกษตรของเรา จะเป็น “จุดแข็ง” ของเราที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศแต่ “ความประมาท และความชะล่าใจ” เหล่านี้ อาจจะกลายเป็น “บ่อเกิดของวิกฤติที่รุนแรงขึ้น” ได้!!เพราะตั้งแต่ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา นักวิชาการและหน่วยงานด้านภูมิอากาศหลายแห่งในโลก เริ่มส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ของการเกิด “ซุปเปอร์เอลนีโญ” โดยคาดว่ารอบนี้จะเริ่มต้น ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมปีนี้ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง และทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเกิด “วิกฤติด้านอาหาร” ซ้ำเติมวิกฤติพลังงาน สร้างความเสียหายเป็น 2 เท่าและที่น่าเป็นห่วงคือ ไทย และประเทศอาเซียน มีความเสี่ยงสูงที่เผชิญกับซุปเปอร์เอลนีโญในรอบนี้ ซึ่งหากปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ประเทศไทยของเราน่าจะต้องเจอกับ “วิกฤติภัยแล้ง” จากปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลง และอาจเกิดฝนทิ้งช่วงยาวนาน ซึ่งอาจจะสร้างปัญหากับน้ำใช้เพื่ออุปโภคบริโภค น้ำใช้ในภาคการเกษตร รวมถึงภาคอุตสาหกรรม และที่สำคัญภัยแล้งอาจจะไม่ได้เกิดในไทยที่เดียว แต่เกิดทั่วโลก ดังนั้น อาจจะส่งผลให้ผลผลิตข้าว อ้อย ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด ฯลฯ ลดลง ไม่เพียงพอต่อความต้องการของโลก และราคาปรับสูงขึ้นนอกจากนั้น สภาพอากาศที่แห้งและร้อนจัด ยังกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง ทั้งเด็ก และผู้สูงอายุ ที่อาจจะเกิดอาการฮีต์สโตรก และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าทั้งในไทย และในภูมิภาคนี้ ส่งผลให้เกิดหมอกควันข้ามพรมแดนและปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนั้น อากาศที่ร้อนจัดยังทำให้การใช้พลังงานและไฟฟ้าของไทย มีแนวโน้มสูงขึ้นด้วยดังนั้น นอกเหนือจากการดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและภาคธุรกิจจากปัญหาพลังงาน “รัฐบาลใหม่” จะต้องมองให้ทะลุไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่อภาคการเกษตรและผลผลิตทางอาหารของประเทศ ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศด้วยเพราะหากจำกันได้ ในปีหนึ่ง ซึ่งผลผลิตอ้อยทั่วโลกลดลงมาก คนไทยซึ่งเป็นประเทศไทยที่ผลิตอ้อยเป็นระดับต้นๆของโลก เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตาล และต้องหาซื้อน้ำตาลในราคาแพงขึ้น เนื่องจากมีคนแอบเอาโควตาน้ำตาลในประเทศไทยส่งออก เพราะได้ราคาที่สูงกว่าทั้งหมดนี้ จึงเป็นข้อเตือนใจได้ว่า หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี “จุดแข็ง” ของเราอาจจะกลายเป็น “จุดอ่อน” และคงน่าอาย ไม่น้อย ถ้าคนไทยต้องต่อแถวแย่งซื้ออาหาร แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับน้ำมันในขณะนี้.มิสเตอร์พีคลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม