ในหนังสือ “มหัศจรรย์เมืองไทยในอดีต” (ถวิล มนัสน้อม บก.วิริยาสาส์นพิมพ์ พ.ศ.2546) เทพชู ทับทอง บันทึกเรื่องการธุดงค์ของสอง...หลวงพ่อปานเอาไว้บริขารที่พระเณร...จำเป็นใช้ในการออกธุดงค์ นอกจากบาตร ยังมีกลด มุ้ง กาน้ำ เครื่องกรองน้ำ ผ้านิสีทนะ (ผ้ารองนั่ง) และไตรจีวรสมัยหนึ่งพระเณรกรุงเทพฯ นิยมธุดงค์ไปนมัสการพระพุทธบาท และพระฉายที่สระบุรี หรือพระแท่นดงรังที่กาญจนบุรี เพราะอยู่ไม่ไกลเกินไปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวถึง การออกธุดงค์ของหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย สมุทรปราการ ไว้ในจดหมายเหตุราชกิจรายวันไว้ว่า...มีพระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ (ปาน) มาเฝ้า...พระครูองค์นี้อายุ 70 ปี ยังไม่แก่มาก รูปร่างล่ำสันใหญ่โตเป็นที่นิยมกันในทางวิปัสสนาและธุดงควัตร มีพระสงฆ์วัดต่างๆไปเดินธุดงค์ด้วยร้อยสองร้อยว่าแรก ลงไปประชุมอยู่ที่วัดบางเหี้ย สัปบุรุษที่ศรัทธาช่วยกันเลี้ยง ฉันน้ำจืดที่มีไว้เกือบจะหมด แล้วก็ออกเดินทางลงไปถึงบางปลาสร้อย (ชลบุรี) แล้วก็เวียนกลับขึ้นมาปราจิณ ไปพระบาท แลลงมาทางสระบุรีมาตามทางรถไฟ แต่ไม่ได้ขึ้นรถไฟ เว้นแต่พระที่เหนื่อยล้า เจ็บไข้ผ่านกรุงเทพฯกลับลงไปบางเหี้ยออกเดินอยู่ในแรมเดือนยี่ กลับอยู่ในเดือนห้า เดือนหก ประพฤติเช่นนี้มา 40 ปีแล้ว...ส่วนหลวงพ่อปาน...อีกองค์ คือหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในหนังสือประวัติของท่าน พระมหาวีระ ถาวโร เขียนไว้ว่า ท่านออกธุดงค์ ชุดละ 5 องค์จำนวนพระ 5 องค์ ก็เพื่อไม่ให้ชาวบ้านที่จะสงเคราะห์ลำบากทิศทางเดินธุดงค์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค มักเลี่ยงหมู่บ้าน ท่านมักเลือกปักกลดห่างหมู่บ้านอย่างน้อย 1 กิโลเมตร เพื่อไม่ให้เสียงชาวบ้านรบกวนในยามที่พระต้องการความสงบ แต่ก็ไม่ให้ไกลเกินไปที่จะบิณฑบาตสมัยก่อน บ้านเมืองยังไม่มีถนนหนทางเหมือนอย่างสมัยนี้ การเดินธุดงค์จึงมักไปตามทางเกวียน และทางในป่าเขานี่เป็นตัวอย่างจากสองหลวงพ่อปาน พระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นตัวอย่างการธุดงค์ของพระรุ่นหลังๆเทพชู ทับทอง ค้นหนังสือ “กฎหมาย 2 เล่ม” ใน “กฎหมายพระสงฆ์” ซึ่งตราไว้เมื่อจุลศักราช 1163 (พ.ศ.2344) สมัยรัชกาลที่ 1 ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีการกล่าวถึงพระสงฆ์ที่เดินธุดงค์ไปพระพุทธบาทไว้ดังต่อไปนี้“ลางจำพวก ขึ้นพระพุทธบาท เดินทางคาดกระติก โพกประเจียด ถือดาบกระบี่ ถือกฤช ดุจพวกโจร ถึงพระพุทธบาทแล้ว คุมกันเป็นพวกๆกลางวันเข้าถ้ำ ร้องละคอนลำนำหยอกสีกา กลางคืนก็คลุมศีรษะตามกัน ตีวงร้องปรบไก่ ดุจฆราวาส...”ข้อความที่กล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า พระสงฆ์ที่เดินธุดงค์ในสมัยนั้น บางคณะก็ประพฤติปฏิบัติไม่สมกับเป็นสมณะ (ร.1) จึงได้ทรงตรากฎหมายห้ามโดยกำหนดความผิดถึงกับให้สึก ทั้งยังมีการสักแขนเอาลงเป็นไพร่หลวง แล้วนำตัวไปใช้งานหนักตลอดชีวิตนี่เป็นตัวอย่างการธุดงค์ของพระสมัยโบราณ ที่พระดังๆสมัยใหม่ยังใช้เป็นแนวทางในการเดินตาม...แต่เพื่อให้เข้ายุคเข้าสมัย...บางองค์ท่านจึงต้องเสริมบารมีด้วยปริญญา ทั้งทางธรรม ทางโลก ทางธรรมก็ต้องถึงเปรียญ 9ทางโลก ก็เท่าที่ท่านจะเรียนของท่านได้ พระสมัยนี้ถ้าล้าสมัย ท่านกลัวจะตามชาวบ้านไม่ทันเท่าที่ผมเจอๆมา การมีปริญญาทางโลก...ก็งาม...ถ้า...ไม่เผลอไปเอาปริญญาเก๊มาแปะไว้ในประวัติความผิดข้อใช้ปริญญาเก๊ ไม่แรงเท่าความผิดข้ออุตริมนุสธรรม... ปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ...ก็จริง แต่ถ้าเกิดกับพระดังๆ ที่สั่งสมบารมี มีชื่อให้รักและศรัทธาทั้งบ้านเมือง ผมว่า น่าเสียใจ น่าเสียดาย.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม