นับตั้งแต่การลงนามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อในการประชุม GBC “ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาก็คลี่คลายลงเข้าสู่การสงบศึก” หมู่บ้านตามชายแดนที่เคยประสบภัยสู้รบใน จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ได้หวนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ “ชาวบ้าน” ต่างทยอยเดินทางเข้าบ้านสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นแม้ลึกๆ แล้วผู้ที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง “ยังกังวลสถานการณ์จนผวาหวาดกลัว และมีภาวะเครียด” การฟื้นฟูจึงไม่ใช่แค่ซ่อมแซมบ้านเรือนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเยียวยาทางอารมณ์และจิตใจให้ประชาชนสามารถกลับมาสู่ชีวิตปกติ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ อดีตนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย บอกว่าอย่างที่ทราบ “หลายคนกลับเข้าบ้านหลังสงบศึกใหม่ๆ” สิ่งที่เจอกลายเป็นสภาพบ้านเรือนพังเสียหายจากการถูกระเบิดถล่ม “ย่อมเป็นกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบทางจิตใจรุนแรง” เพราะนอกจากต้องเผชิญกับความหวาดกลัวจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ยังต้องกังวลเรื่องปากท้อง และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้าน เช่นนี้การเยียวยาทางอารมณ์และจิตใจ “หลังภัยพิบัติหรือเหตุความขัดแย้ง” มีความจำเป็นเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและค้าขาย ซึ่งการกลับมาทำงานอย่างปลอดภัยจะช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกาย จิตใจ และเศรษฐกิจของครอบครัวได้อย่างดีปัจจัยที่ช่วยฟื้นฟูได้เร็วคือ “การช่วยเหลือกันในชุมชน” ไม่ว่าจะพูดคุยแลกเปลี่ยน หรือรวมตัวทำกิจกรรมร่วมกัน สิ่งนี้เป็นพลังบวกให้คนรู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยว และถ้าสังเกตในหลายหมู่บ้านจะเห็นชาวบ้านมีทักษะเป็นช่างไม้ ช่างก่อสร้าง เมื่อเกิดความเสียหายกับบ้านเรือนของใครสักคนก็สามารถระดมแรงกันมาช่วยซ่อมแซมได้ซึ่งอาจจัดระบบเวียนสลับกันไปทั้งหมู่บ้านก็จะทำให้ทุกครอบครัวได้รับความช่วยเหลือโดยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แถมยังสร้างความสามัคคีในชุมชนด้วย ฉะนั้นในช่วงหลังวิกฤตินี้การลงมือช่วยกันนี่แหละคือ “หัวใจการฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ในสังคม” โดยมีภาครัฐสนับสนุนงบประมาณและการเข้าถึงสิทธิ์ต่างๆนอกจากนี้ “การใช้ศาสนาบำบัดจิตใจก็ช่วยได้” โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานมักนับถือพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ ทำให้การจัดพิธีกรรมทางศาสนา เรียกขวัญ ทำบุญ หรือทำกิจกรรมตามประเพณีท้องถิ่น พิธีเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความสบายใจยังช่วยฟื้นฟูความรู้สึกและความมั่นคงให้ชุมชนกลับมายืนหยัดได้อย่างเข้มแข็งอีกครั้งประการถัดมา “อาการตอบสนองต่อเสียงหรือภาพคล้ายเหตุการณ์ที่เคยเจอความรุนแรงมา” ในช่วงแรกชาวบ้านในพื้นที่การสู้รบไทย-กัมพูชา เมื่อได้ยินเสียงดังอาจกระตุ้นให้มีอาการสะดุ้ง หัวใจเต้นแรงหรือรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ ทั้งที่สถานการณ์สงบลงแล้วโดยอาการแบบนี้เป็นสิ่งปกติสำหรับคนเคยผ่านเหตุการณ์รุนแรงมาก่อนสิ่งนี้เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของสมองและร่างกายที่เรียกว่า “ความทรงจำจากความตกใจหนัก” มักจะอยู่ในรูปภาวะเครียดหลังเหตุสะเทือนใจ โดยทั่วไปอาการนี้จะดีขึ้นภายใน 1 เดือน ถ้าผู้ประสบเหตุอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยได้รับการดูแล พักผ่อน และสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างดี หากผ่านไปแล้ว 1 เดือน “อาการทางจิตใจยังไม่ดีขึ้น” ต้องเป็นหน้าที่แพทย์เข้ามาดูแลรักษาทั้งทางยาในกรณีที่จำเป็น และการทำจิตบำบัด เพื่อช่วยให้ผู้ประสบเหตุปรับตัว ฟื้นฟูจิตใจ และกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติเมื่อเป็นเช่นนี้ “แม้การสู้รบไทย-กัมพูชาคลี่คลาย และชุมชนกลับมาเป็นปกติ” แต่ว่าชาวบ้านผู้ประสบภัยไม่น้อยยังรู้สึกกลัว หรือมีอาการหลอนจากปฏิกิริยาทางจิตใจของผลกระทบจากการสู้รบกันอย่างรุนแรงนี้สิ่งหนึ่งไม่ควรมองข้ามคือ “การเตรียมความพร้อม” ที่ไม่ใช่แค่เรื่องอุปกรณ์หรือสถานที่แต่ต้องสร้างความปลอดภัยมั่นคงให้ชุมชนระยะยาวอย่าง “ความปลอดภัยเชิงกายภาพ” แต่ละหมู่บ้านควรมีหลุมหลบภัยฉุกเฉิน เพราะการสู้รบไทย-กัมพูชายังมีโอกาสเกิดขึ้นอีกในอนาคต และอาวุธก็สามารถยิงโจมตีได้ระยะไกลรวดเร็วขึ้นด้วยประเด็นสำคัญไม่แพ้กันคือ “การสื่อสารตรงไปตรงมา” ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้นเกิดข่าวเฟกนิวส์มากมายโดยกัมพูชาใช้สงครามข่าวสารบิดเบือนข้อมูลจนสร้างความปั่นป่วนสับสนต่อทั่วโลกเป็นอย่างมาก ในเรื่องนี้คนไทยต้องเป็นตัวอย่างที่ดี “ไม่ควรเอาแบบอย่างกัมพูชา” เราควรยึดมั่นในการให้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงซึ่งคนไทยต้องมีสติแยกแยะที่มา “ปัญหาความขัดแย้ง” ไม่ควรเหมารวมเชื้อชาติ หรืออัตลักษณ์ของทั้งสองประเทศ เพราะสิ่งนี้ยิ่งอาจจะสร้างความเกลียดชัง สร้างบรรยากาศทางลบจนปัญหาบานปลายกันไปใหญ่ส่วนการรับข้อมูลข่าวสารควรพยายามเลือกเสพข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือนำเสนอข้อมูลตามข้อเท็จจริง “ไม่ใช่จากสื่อเน้นดราม่าหรือสร้างอารมณ์มากเกินไป” เพราะสื่อที่ดราม่ามากๆมักให้แต่อารมณ์ความรู้สึก “มิได้นำไปสู่ทางออกปัญหา” ตรงนี้สื่อกระแสหลักคงต้องมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ และรับมือกับข่าวเฟกนิวส์ด้วยการช่วยกันดูแลและกลั่นกรองอย่างรอบคอบก่อนเผยแพร่ “ป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม” นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กสทช.ก็ต้องมีบทบาทในการกำกับดูแลการสื่อสารในภาวะเช่นนี้ด้วย เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปในทางที่สร้างความสงบ สร้างความเข้าใจ และไม่ก่อให้เกิดความเกลียดชังในสังคม 2 ประเทศ จริงๆแล้วการเสพสื่อในยุคนี้สำคัญมาก “ต้องรู้จักควบคุมการเสพสื่อที่ไม่กระทบกับชีวิต” โดยระวังสื่อที่สร้างความรู้สึกเชิงลบ กระตุ้นอารมณ์เกลียดชัง ความขัดแย้ง เพราะจะทำให้เกิดภาวะความเครียดมากยิ่งขึ้น และเกิดความเข้าใจผิด หรือแตกแยกในสังคม แต่จะบอกว่าไม่ให้เสพสื่อเลย หรือให้เสพน้อยๆก็เป็นไปไม่ได้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบต่อ “ความเป็นอยู่ของประเทศ” แต่ทุกคนสามารถเสพสื่ออย่างมีหลักการได้คือ 1.อย่าเสพสื่อจนเสียงานเสียการ 2.อย่าเสพสื่อที่กระตุ้นอารมณ์ให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งในแง่วิธีการจัดการเวลาก็แนะนำว่า “ไม่ควรเสพสื่อนานเกิน 2 ชม./ครั้ง” เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายแล้วค่อยกลับมาเสพใหม่ถ้าเสพสื่อต่อเนื่องนานเกินไป “มักทำให้ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ที่มากับข่าว” โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้ง ความรุนแรง มักกระทบกับจิตใจโดยตรง และถูกดึงเข้าสู่อารมณ์ให้เรารู้สึกโกรธ เกลียด หรือวิตกกังวลโดยไม่รู้ตัว ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อจิตใจแต่ยังส่งผลต่อบรรยากาศของสังคมโดยรวมด้วยสุดท้ายนี้แม้ความขัดแย้งชายแดน “จะเป็นวิกฤติที่ไม่มีใครอยากให้เกิด” แต่อีกด้านก็สะท้อนให้เห็นพลังความสามัคคีของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกัน พร้อมช่วยเหลือสนับสนุนกันอย่างอบอุ่นด้วยดีตลอด.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม