แต่ละบาทก้าวดูท่าจะไปได้ยากแม้จะควบแน่นกัน 312 เสียงแล้วก็ตาม เพราะเงื่อนไขภายนอกที่ว่าหนักแล้วแต่เงื่อนไขภายในฐานรากที่เป็นจริงนั่นแหละคือคำตอบ...ตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญอีกชุดหนึ่งควบคู่กับนายกรัฐมนตรีที่น่าจะตกลงกันได้ง่ายๆกลับมีปัญหาแทรกซ้อนทำให้เกิดความยุ่งยากจนเกิดความบาดหมางระหว่างพรรคที่ 1 กับพรรคที่ 2ความจริงหากว่ากันไปตามธรรมเนียมปฏิบัติพรรค 152 เสียงย่อมได้สิทธิครอบครองมากกว่าพรรค 141 เสียงถ้าเป็นไปตามนี้ก็จบไปนานแล้วปรากฏว่า “เพื่อไทย” ไม่ยอมอ้างเสียงห่างกันแค่นิดเดียวจึงต้อง “กินแบ่ง” ไม่ใช่ “กินรวบ” โดยเฉพาะกลุ่ม ส.ส.อีสาน-เหนือได้แสดงออกอย่างชัดเจนไม่ยอมรับพวกอ่อนพรรษามานั่งตรงนี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อทีมเจรจาของพรรคทำท่าจะยกให้ “ก้าวไกล” และสะท้อนปัญหาภายในที่อัดอั้นตันใจมานานลักษณะผู้บริหารพรรคไม่ให้ความสำคัญ ไม่ปรึกษาหารือ มีอะไรก็สั่งลงมาจึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจการเลือกตั้งที่ผ่านมาทุกคนต่างก็สู้ด้วยตนเองไม่มี “น้ำเลี้ยง” สนับสนุน ดังนั้นจากนี้ไปจึงต้องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยที่แพ้เลือกตั้งเรื่องนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในสภาพความเป็นจริง การบริหารของพรรคนี้ที่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมก็คือจากบนสู่ล่างไม่ใช่รับฟังความเห็นในลักษณะประชาธิปไตยอย่างที่พยายามจะเรียกตัวเองว่าเป็นอย่างนั้นพูดง่ายๆทุกอย่างสั่งลงมาจากเบื้องบนที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะพรรคนี้เป็นพรรคที่มี “เจ้าของ” ไม่ใช่ทุกคนเป็น “เจ้าของ” ไม่ต่างไปจากบริษัทจำกัดแม้แต่หัวหน้าพรรคก็มีการจัด “คน” เข้ามาสวมตำแหน่ง ซึ่งไม่ได้มีอำนาจที่จะสั่งการอะไรได้นอกจากรับคำสั่งต่อมาอีกทอดหนึ่งเท่านั้นเป็นได้แค่ “นอมินี” สวมหัวโขนเท่านั้นการเลือกตั้งที่ผ่านมาจึงต้องยอมรับโดยดุษฎีเพียงแต่ไม่ยอมรับความจริงว่าที่แพ้นั้นเพราะเหตุอันใดแน่ถ้าจะ ”ดิสรัป” ก็ต้องแก้ตรงจุดนี้คือปรับเปลี่ยนรูปการบริหารพรรคกันใหม่หรือ “ยกเครื่อง” กันตั้งแต่คำจำกัดความในความเป็นพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนจริงๆความสำเร็จตั้งแต่ไทยรักไทยนั้นเป็นผลมาจาก “นโยบาย” ที่เข้าถึงใจชาวบ้านจนได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องแต่ในความเป็นพรรคนั้นขึ้นอยู่กับคนเพียงไม่กี่คนที่สั่งการได้ทุกอย่างซ้ายหันขวาหันไม่มีใครกล้าหือวันนี้การเมืองเกิดองคาพยพใหม่คือการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่ “ซ่อนเร้น”การบริหารงานในพรรคต้องมีความเป็นประชาธิปไตยรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ทำให้มีความมั่นคงอย่างแท้จริงเป็น “สถาบัน” การเมืองที่เข้มแข็งเพื่ออนาคต!“สายล่อฟ้า”