เราจะเห็นการดิ้นสุดขีดของสหรัฐฯซึ่งเป็นผู้ผลิตและขายอาวุธรายใหญ่ของโลก ซึ่งตอนนี้ต้องแข่งกับประเทศที่ผงาดขึ้นมาใหม่หลายแห่ง ที่ชัดเจนที่สุดก็คือการตั้งเส้นทางสายไหมใหม่แห่งสหรัฐฯ สหรัฐฯเคยนำโครงการเส้นทางสายไหมใหม่แห่งสหรัฐฯไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการขณะร่วมงานประชุมยุทธศาสตร์สหรัฐฯ-อินเดียครั้งที่ 2 เมื่อนานมาแล้ว สหรัฐฯถึงขนาดเคยชวนอินเดียไปทำความร่วมมือกับเอเชียกลางและเอเชียใต้ในด้านการเมือง ความมั่นคง พลังงาน การขนส่ง ฯลฯครั้งนั้น สหรัฐฯบอกกับอินเดียว่า จะใช้อัฟกานิสถานเป็นศูนย์กลาง (แต่ตอนนี้หมดความหวังแล้ว เพราะสหรัฐฯแพ้ตอลีบานและต้องหนีออกมาหลังจากเข้าครอบครองอัฟกานิสถานอยู่นานเกือบ 20 ปี) สหรัฐฯต้องการสร้างพื้นที่การเมืองใหม่ ที่ประกอบด้วยกลุ่มประเทศที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด สหรัฐฯชวนอินเดียขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่เอเชียกลาง (รวมทั้งอัฟกานิสถาน) เพื่อประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯในพื้นที่เหล่านี้รัฐสภาสหรัฐฯเคยส่งสารไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯในประเทศที่เกี่ยวข้องโดยกล่าวว่า สหรัฐฯจะเรียกนโยบายต่างๆ ในพื้นที่เอเชียใต้และเอเชียกลางรวมกันว่า นโยบายเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ พร้อมกันนั้น รัฐสภาสหรัฐฯก็ยังแจ้งข่าวนี้ไปยังประเทศหุ้นส่วนต่างๆด้วยโครงการเส้นทางสายไหมใหม่มีผลงานคือโครงการรถไฟสายอุซเบกิสถาน-อัฟกานิสถาน โรงไฟฟ้าในทาจิกิสถาน แต่บั้นปลายท้ายต่อมา โครงการเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ของสหรัฐฯก็ไปแบบถูลู่ถูกัง ตะกุกตะกัก อิหลุกขลุกขลัก เพราะไม่มีเงินโยนลงมา ประเทศต่างๆ ก็เคลือบแคลงสหรัฐฯในเรื่องความจริงใจ สุดท้ายประเทศต่างๆ ก็ขาดความเชื่อมั่นระหว่างกัน แม้สหรัฐฯจะพูดอยู่เสมอว่า ตนเองไม่เคยย่อท้อต่อโครงการนี้ มีโอกาสก็จะหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นและมุ่งมั่นต่อไปให้สำเร็จอินเดียก็คงรู้เช่นเห็นชาติสหรัฐฯ ก็มีการถอยห่างออกมาเรื่อยๆ 6 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียซื้ออาวุธจากสหรัฐฯเพียง 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2 แสนล้านบาท) เป็นพวกเครื่องบินลำเลียงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ เฮลิคอปเตอร์ชีนุค เฮลิคอปเตอร์ MH-60 ขีปนาวุธระบบป้องกันทางอากาศ ปืนเรือและเครื่องบินสอดแนมโพไซดอน P-81สหรัฐฯเกิดอาการตระหนกตกใจตาเหลือกสุดขีดเมื่อทราบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อินเดียซื้ออาวุธจากรัสเซีย 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และตอนนี้กำลังส่งคำสั่งซื้อไปอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมเป็น 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (7.9 แสนล้านบาท)ถ้าพูดถึงการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ สมัยก่อนคนที่เฮฮาปาร์ตี้คือพวกวิลเลียม โรเบิร์ต พอล นอร์แมน เคอร์รี่ เจอโรม ฯลฯ ทว่าสมัยนี้ไม่ใช่แล้วครับ รัสเซียขายอาวุธให้กับอินเดียมากกว่าเกือบ 4 เท่า พวกที่เฮฮาปาร์ตี้กลายเป็นดมิทรี นิโคไล วลาดิมีร์ มิคาอิล เซร์เกย์ โอเลค ฯลฯสัปดาห์ที่ผ่านมามีงาน Aero India 2023 ที่เมืองเบงกาลูรู (บังกาลอร์) รัฐกรณาฏกะของอินเดีย เป็นงานใหญ่สุดในรอบ 27 ปี สหรัฐฯส่งทีมใหญ่เข้าไปแสดงโชว์อาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯกับอินเดีย พร้อมทั้งนำเครื่องบินรบทันสมัยที่สุด F-35 ไปให้คนอินเดียดูเป็นขวัญตา นอกจากนั้นยังนำ F-16 ซุปเปอร์ฮอร์เนต เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B เพื่อเสนอให้อินเดียเตรียมใช้ในกองทัพอากาศด้วยเงื่อนไขสุดพิเศษความมุ่งหวังตั้งใจของสหรัฐฯก็คือ ต้องการดึงอินเดียจากการเป็นหนึ่งมิตรชิดใกล้กับรัสเซีย เพราะนับวันอินเดียกับรัสเซียก็เริ่มสนิทสนมกลมเกลียวกันมากขึ้น อยู่ในกลุ่ม BRICS ด้วยกัน แถมยังอยู่ในกลุ่มความมั่นคง SCO หรือองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ขณะนี้อินเดียก็ซื้อน้ำมันและก๊าซราคามิตรภาพจากรัสเซีย ทั้งอินเดียและรัสเซียก็มองตาและยิ้มให้กันอย่างมีความสุขการคบกันระหว่างบุคคล แม้จะพาไปเลี้ยงกันอย่างอู้ฟู่หรูหราหมาเห่าอย่างไร ก็สู้แสดงความจริงใจต่อกันไม่ได้ การคบกันระหว่างชาติรัฐก็เช่นเดียวกันครับ สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้หลายชาติเริ่มตีตัวออกห่างจากสหรัฐฯ สหรัฐฯเริ่มสูญเสียเครือข่ายที่เคยมี.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com