อัน หยู ฉิง นักแสดงสาวไต้หวันโพสต์ไอจี หวังความจริงจะปรากฏและเรื่องจบ เผยยังปลื้มเมืองไทยและได้ประสบการณ์ที่ดีกว่านี้ในการเที่ยวครั้งต่อไปก่อนแฉกับสื่อไต้หวัน ซัดตำรวจไทยยัดบุหรี่ไฟฟ้าและให้ถ่ายรูป ระบุไม่ได้พูดมั่วเพราะตรงนั้นมีกล้องวงจรปิด อีกทั้งขณะเกิดเหตุไม่ได้พกบุหรี่ไฟฟ้าไปด้วย ย้ำพร้อมให้ความร่วมมือกับการสอบสวน ด้าน ผบ.ตร.ยันไม่เข้าข้างคนผิด เร่งทำความจริงให้ปรากฏ ส่งชุดสืบ 2 ทีมบินสอบผู้เสียหายและพยาน ขณะที่ ผบก.น.1 เซ็นเด้ง 7 สายตรวจ สน.ห้วยขวาง เข้ากรุเป็นดาบสอง หลังแจ้งข้อหาละเว้นไม่จับกุมดาราสาวพกบุหรี่ไฟฟ้าไปก่อนหน้ากรณี น.ส.อัน หยู ฉิง หรือชาร์ลีน อัน ดาราสาวชาวไต้หวัน โพสต์ไอจีถึงประสบการณ์อันเลวร้ายระหว่างมาเที่ยวประเทศไทย ถูกตำรวจตั้งด่านเรียกตรวจค้นรีดเงิน 2.7 หมื่นบาท หน้าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เป็นข่าวฉาวเสื่อมเสียภาพลักษณ์ประเทศไทยเรื่องการท่องเที่ยว รวมไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วงแรกกองบัญชาการตำรวจนครบาลระบุว่า ตำรวจ สน.ห้วยขวาง ที่ตั้งด่านเรียกตรวจจริง แต่ไม่ได้รีดทรัพย์สิน รวมทั้งติดตาม โชเฟอร์แท็กซี่ 2 คน ที่ขับรถไปส่งดาราสาวกับเพื่อนวันเกิดเหตุมาสอบสวน ยืนยันว่าผู้เสียหายเมามากและไม่เห็นตำรวจเรียกรับเงิน ทำให้ น.ส.อัน หยู ฉิง โต้ข้ามประเทศ ตำรวจไทยโกหก ขณะที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาโพสต์ขย่ม มีพยานเป็นคนไทยเป็นเพื่อนดาราสาวยืนยันว่าจ่ายเงินจริง สุดท้าย พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.ออกมาแถลงแจ้งข้อหา ม.157 กับตำรวจบางนายแล้ว ฐานปล่อยผู้เสียหายไปโดยไม่ดำเนินคดีเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า และเตรียมแจ้งข้อหาเรียกรับทรัพย์สิน ยันยังไม่มีใครรับสารภาพ ก่อนเซ็นเชือด ผกก.สน.ห้วยขวางเข้ากรุสังเวยเป็นรายแรก ตามที่เสนอข่าวไปนั้น “ผบ.เด่น” รอฟังผลสอบ บช.น.ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.กล่าวว่า ขณะนี้รอฟังผลการสอบสวนของ บช.น. เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ผบช.น. มีคำสั่งให้ ผกก.สน.ห้วยขวาง มาปฏิบัติราชการที่ศปก.แล้ว อยู่ระหว่างเร่งให้สอบสวนพยานต่างๆ ยืนยันจะทำตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐาน ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ทั้งอาญาและวินัย ส่วนทางการปกครองจะดูว่าใครบกพร่องอะไรบ้าง การตั้งด่านในวันนั้นมีคนจำนวนมาก จะดูให้เกิดความชัดเจนในทุกๆคน ใครผิด ใครบกพร่องอะไร ขอเวลาอีกสักระยะให้แน่ชัดทุกอย่าง ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ยืนยันจะทำอย่างตรงไปตรงมาแน่นอน คนผิดก็ต้องถูกลงโทษขอสอบปากคำผู้เสียหายผบ.ตร.กล่าวว่า ส่วนเรื่องพยานตำรวจยินดีรับทุกฝ่าย ในส่วนของดาราชาวไต้หวันอยู่ระหว่างประสานงานที่จะนำมาสอบสวน ถึงแม้เขาเกรงจะไม่ปลอดภัยยังไม่มาเมืองไทย หรือจะมา ตำรวจยินดีที่จะให้มาสอบสวน ถ้าเขาไม่มา ตำรวจจะไปสอบสวนเพื่อให้รู้ความจริงทุกอย่างให้ได้ ให้ชัดเจนว่าใครผิด ใครบกพร่องบ้าง เรื่องนี้ได้เข้ามาควบคุมกำกับดูแลด้วยตนเอง ประชาชนคาดหวังผู้บังคับใช้กฎหมายสูงอยู่แล้ว ยืนยันจะต้องทำให้ดีที่สุด ตอนนี้เตรียมวางระบบเพิ่มเติมในการตั้งจุดตรวจให้มีมาตรฐานโปร่งใส ตรวจสอบได้ จะนำเรื่องนี้มาดูให้เกิดความรอบคอบในอนาคตย้ายห้วยขวาง 1 เพราะพบบกพร่องผบ.ตร.กล่าวถึงประเด็นย้าย ผกก.สน.ห้วยขวาง ว่า ส่วนหนึ่งแสดงว่ามีความบกพร่องเกิดขึ้น มีคำสั่งให้มาช่วยราชการที่ ศปก.ก่อน หาก ผกก.ควบคุมไม่ดีแล้ว รอง ผกก.ป. และ สวป. จะต้องโดนด้วยป้อง น.1 เจอชูวิทย์กดดันย้ายเมื่อถามว่ากรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กดดันให้ย้าย ผบช.น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ต้องว่าตามข้อเท็จจริง เพราะเรื่องการกระทำความผิดในกรณีการตั้งจุดตรวจคงจะเป็นระดับข้างล่าง จริงๆมีคำสั่งกำกับดูแล ตามคำสั่ง 1212 ไว้ส่วนหนึ่งว่าผู้บังคับ บัญชา 2 ระดับ จากผู้ที่กระทำผิดขึ้นมา เช่น หัวหน้าด่านคือ รอง สว. ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในการควบคุมกำกับดูแลคือ สว. และรอง ผกก. แต่เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันกับเรื่องหลายๆเรื่อง และเป็นเรื่องที่ได้กำชับไว้แล้วในเรื่องการตั้งด่านตรวจหรือจุดตรวจ ต้องมีมาตรฐาน หัวหน้าสถานีหนีไม่พ้นความรับผิดชอบ ต้องเอาถึงหัวหน้าสถานี แต่ถึง ผบช.น.หรือไม่ คงไม่ถึงขนาดนั้น ต้องให้ความเป็นธรรมท่านด้วยขอโทษผู้เสียหาย“อยากให้ความเชื่อมั่นว่าในเรื่องต่างๆในฐานะผู้รักษากฎหมาย ถ้าตำรวจผู้รักษากฎหมายทำผิด ต้องลงโทษอย่างจริงจัง ตำรวจดีๆยังมีอีกมาก อยากให้กำลังใจด้วย ใครไม่ดีก็ว่ากันไป ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุดและเน้นว่าเราเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก ได้กำชับตำรวจ ตม. ตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจพื้นที่ต้องดูแลนักท่องเที่ยวให้ดีที่สุด เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความบกพร่องอะไรไป ในฐานะหัวหน้าหน่วยต้องขอโทษผู้ที่ได้รับความเสียหายในเรื่องนี้กับเรื่องที่เกิดขึ้น” พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าว ผบก.น.1 ยันยังไม่มีใครสารภาพต่อมาเวลา 10.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายปราบปราม สน.ห้วยขวาง ในความผิด ม.157 กรณีตั้งด่านตรวจค้นนักท่องเที่ยวสาวชาวจีนแล้วไม่เอาผิดครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าว่า ได้สอบปากคำตำรวจทั้ง 14 นายที่เกี่ยวข้องกับการตั้งด่านในวันเกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 7 นาย กลุ่มแรกตั้งด่านริมถนนหน้าสถานทูตจีน 7 นาย อีกกลุ่มอยู่ฝั่งเกาะกลางถนน 7 นาย กลุ่มที่เป็นประเด็นคือกลุ่มที่หน้าสถานทูตจีน เพราะใกล้ชิดกลุ่มนักท่องเที่ยวมากที่สุด จากการสอบปากคำตำรวจทั้งหมดยังให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับว่าได้ถ่ายรูปบุหรี่ไฟฟ้าของนักท่องเที่ยวจริงและไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาสั่งย้าย 7 นาย เข้า ศปก.บก.น. 1พล.ต.ต.อัฏธพรกล่าวต่อว่า ล่าสุดมีคำสั่งให้ตำรวจทั้ง 14 นาย หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวและมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 นาย ตั้งด่านหน้าสถานทูตจีนมาช่วยราชการที่ ศปก.บก.น.1 พร้อมทั้งเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการสอบเค้นพิเศษ ยืนยันจะไม่ปกป้องคนทำผิด ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศและบรรยากาศการท่องเที่ยว รวมทั้งทำให้องค์กรและประเทศชาติเสียหายอย่างเด็ดขาด ขอให้ภาคสังคมมั่นใจในการทำงานของตำรวจและเพื่อให้สังคมสบายใจวันนี้คณะกรรมการและพนักงานสอบสวนในคดีนี้ได้เปลี่ยนพนักงานสอบสวนทั้งหมดให้เป็นที่น่าเชื่อถือ โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับ สน.ห้วยขวาง มาทำคดีนี้ขอความร่วมมือผู้เห็นเหตุการณ์ผบก.น.1 กล่าวด้วยว่า ได้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่คนขับแกร็บ คนขับแท็กซี่ และพนักงานในผับเข้ามาสอบคำให้การ เพื่อยืนยันคำให้การเดิมที่ให้ไว้กับพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ก่อนหน้านี้ พร้อมขอความร่วมมือจากภาคประชาชน หากมีกล้องหน้ารถหรือภาพกล้องวงจรปิด หรือเห็นเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ รวมทั้งกลุ่มเพื่อนผู้เสียหาย ถ้าไม่สะดวกเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีในข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน ให้เพื่อนมาสอบปากคำในฐานะพยาน หรือสามารถติดต่อทางเฟซบุ๊กตนได้ (Atthaporn wongsiripreeda) เพื่อวิดีโอคอลให้ข้อมูล เพราะจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ใช้ประกอบสำนวน แจ้งข้อหาในคดีอาญากับตำรวจทั้ง 7 นายได้ ทั้งนี้ ได้เตรียมพนักงานสอบสวนที่มีความสามารถด้านภาษาจีนและภาษาอังกฤษเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง รอสอบปากคำเรียบร้อยแล้วน.1 เผยเหตุผลแจ้งข้อหาด้าน พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหา ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจทั้ง 7 นาย ที่ตั้งด่านในวันเกิดเหตุและอยู่ในบริเวณที่พูดคุยกับสาวชาวไต้หวันและเพื่อน ทั้งนี้ ตำรวจทั้ง 7 นาย ต้องตอบคำถามใน 5 ประเด็นให้ได้ว่า เหตุใดใช้เวลาในการตรวจสอบผู้ร้องนานถึง 47 นาที ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวทำอะไรบ้าง เหตุใดปล่อยให้ผู้ร้องออกจากด่านไปโดยไม่ได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงประเด็นอื่นๆ หากไม่สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้ หรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ชุดสืบสวนมีอยู่ ต้องถูกดำเนินคดีไปตามขั้นตอน ส่วนประเด็นสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจแจ้งข้อกล่าวหาความผิดตาม ม.157 เนื่องจากเห็นว่าใช้เวลาตรวจค้นนานผิดปกติ แต่กลับไม่ได้ดำเนินคดีใดๆ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบหรือไม่ผบก.น.1 เซ็นเชือดชุดรีดรายงานระบุด้วยว่า พล.ต.ต.อัฎธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น. 1 ได้เซ็นคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ระบุว่า ตามที่ได้ปรากฏการเผยแพร่ภาพวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันลงข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ว่า ได้นั่งรถแท็กซี่กับเพื่อนเพื่อกลับโรงแรมที่พัก ระหว่างท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ของวันที่ 5 ม.ค.66 ประมาณ 02.00 น. ถูกตำรวจที่ตั้งจุดตรวจหน้าสถานทูตจีนประจำประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก เรียกตรวจค้นและพบว่ามีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง แล้วเรียกรับเงินสด 27,000 บาท แล้วปล่อยตัว ไม่ดำเนินคดี กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 มีคำสั่งที่ 26/2566 ลงวันที่ 26 ม.ค.66 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผลตรวจสอบปรากฏว่า มีมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เกี่ยวข้องตรวจพบบุหรี่ไฟฟ้า แต่ไม่ตรวจยึดเพื่อตรวจสอบหรือจับกุมเด้งเข้ากรุ ร.ต.อ.-ส.ต.อ.7 นายต่อมาวันที่ 30 ม.ค.66 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นคดีอาญาที่ 84/2566 ของ สน.ห้วยขวาง ฐานความผิด “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 มีคำสั่งที่ 30/2566 ลงวันที่ 30 ม.ค.66 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เพื่อสอบสวนกรณีดังกล่าว แล้วนั้น ดังนั้น เพื่อมิให้กระทบต่อการดำเนินการสอบสวนทางวินัยและคดีอาญา รวมถึงมิให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 68,92 และ 105 (4) แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ให้ข้าราชการตำรวจที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้ ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยขาดจากตำแหน่งเดิมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 มอบหมายรายชื่อทั้ง 7 นาย ประกอบด้วย 1.ร.ต.อ.ยอดฤทธิ์ ลางดุลเสน รอง สวป.สน.ห้วยขวาง 2.ร.ต.อ. ปฏิภาณ ศิริชัยวัฒนา รอง สว.อก.สน.ห้วยขวาง 3. ด.ต.อธิเวช จุลพันธ์ ผบ.หมู่ (ป.) สน.ห้วยขวาง 4. ด.ต.กฤษฎา คำมะนา ผบ.หมู่ (ป.) สน.ห้วยขวาง 5. ส.ต.อ. เฉลิมชัย ศิริวังโส ผบ.หมู่ (ป.) สน.ห้วยขวาง 6.ส.ต.อ.วัชรนนท์ ขาวยอง ผบ.หมู่ (ป.) สน.ห้วย ขวาง และ 7.ส.ต.อ.นันทวัชร์ สุวรรณา ผบ.หมู่ (ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน) สน.ห้วยขวาง ทั้งนี้ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงส่งชุดสืบ 2 ทีมบินสอบผู้เสียหายส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอาผิดคดีเรียกรับเงิน ม.149 มีรายงานว่า พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. สั่งการให้ บก.สส.บช.น. ส่งชุดสืบสวนบินข้ามประเทศไปสอบปากคำพยานสำคัญ 2 ปาก ได้แก่ เพื่อนชายชาวสิงคโปร์ของดาราสาวชาวไต้หวันที่มีข้อมูลว่า เป็นผู้จ่ายเงิน 27,000 บาท ให้ตำรวจ สน.ห้วยขวาง ที่ตั้งด่านตรวจหน้าสถานทูตจีน และอีกทีมบินไปประสานไต้หวัน สอบปากคำนักท่องเที่ยวสาวชาวไต้หวัน ทั้ง 2 ชุด เตรียมไปสอบปากคำ ในวันที่ 1 ก.พ. เพื่อรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานดำเนินคดีในความผิด ม.149 นายกฯลั่นเอาคนไม่ดีออกให้หมดอีกด้านหนึ่งที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ครม.ถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยวประเทศไทยในขณะนี้ว่า ต้องแก้ไขให้หมด คนมีหลายประเภท มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนไม่ดีต้องเอาออกไปลงโทษเท่านั้น มันเป็นปัญหามายาวนานแล้ว คนที่ไม่ดี นายกฯไม่เคยปล่อยปละละเลยในเรื่องนี้ มีเรื่องมาก็สั่งสอบสวนทุกอัน ถ้ามีความผิด มีหลักฐานชัดเจน ก็ต้องดำเนินคดีว่ากันไปตามระเบียบวินัยและข้อกฎหมายต่างๆ มันมีคนไม่ดีอยู่ทุกที่ พยายามทำให้ทุกคนมีความรักในองค์กรให้มากยิ่งขึ้น อย่าทำให้องค์กรเสียหาย เมื่อคนไม่ดีทำให้ภาพลักษณ์องค์กรเสียหายก็ต้องลงโทษ เอาคนไม่ดีออกมาให้หมด เมื่อถามถึงกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้เปิดโปงขบวนการทุนจีนสีเทา อยากให้นายกฯกล่าวคำขอโทษ ในฐานะเจ้าบ้านจำเป็นหรือไม่ โดยนายกฯไม่ได้ตอบคำถามชี้บุหรี่ไฟฟ้า ตร.ปรับเองไม่ได้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีเน็ตไอดอลไต้หวันครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย ว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย ใครที่พก นำเข้ามาในประเทศไทยถือว่าผิดกฎหมายประเทศไทย แต่การเจอนักท่องเที่ยวสูบเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจะจับปรับได้ จะต้องนำส่งศาลอย่างเดียวอันหยูฉิงโพสต์ยังปลื้มเมืองไทยวันเดียวกัน น.ส.อัน หยู ฉิง หรือชาร์ลีน อัน ดาราสาวไต้หวันวัย 32 ปี ผู้เปิดฉากพฤติกรรมตำรวจนอกรีตเมืองไทยได้โพสต์อินสตาแกรมขอขอบคุณสื่อมวลชนในไต้หวัน ที่สละเวลาอันมีค่ารับฟังและถ่ายทอดความจริง ขอขอบคุณคำให้กำลังใจ การสนับสนุน และความห่วงใย ช่วยเหลือให้ตัวเองผ่านช่วงเวลาอันบอบช้ำและมืดมิด รู้สึกปลาบปลื้มที่ได้ผูกสัมพันธ์ใหม่ๆกับชาวไทย พวกคุณสอนให้ฉันรู้ว่าความกล้าหาญไม่มีเรื่องกำแพงภาษา วัฒนธรรม คนไทย และอาหารไทย เป็นสิ่งพิเศษสำหรับฉัน ตั้งตารอว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่านี้ในการไปเที่ยวไทยครั้งต่อไป หวังว่าความจริงจะปรากฏ หวังว่าเรื่องจะจบลง ขอแสดงความจริงใจ ลงชื่ออัน หยู ฉิงแถลงเป็นข้อๆผ่านสื่อไต้หวันน.ส.อัน หยู ฉิง ยังให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวซานลี่ นิวส์ เน็ตเวิร์กของไต้หวันว่า ขอยืนยันไม่ได้ต้องการสร้างกระแส แต่ไม่อยากถูกดิสเครดิต อยากชี้แจงเป็นข้อๆดังนี้ 1.หลังออกจากไนต์คลับ เรียกแท็กซี่แกร็บให้กลุ่มเพื่อนและให้ตัวเอง จากช่วงรอแท็กซี่จนเกิดเหตุการณ์ที่ด่านตรวจ กินเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง จำเวลาเป๊ะๆไม่ได้ชัดเจน เพราะถูกห้ามใช้มือถือในตอนนั้นซัดโดนยัดบุหรี่ไฟฟ้า-ขอถ่ายรูป“สิ่งแรกที่เกิดขึ้นหลังถูกเรียกตรวจคือพวกเราลงจากรถและถูกค้นกระเป๋า ฉันอยากบอกเพื่อนที่นั่งแท็กซี่คันแรกว่าเราถูกเรียกตรวจ หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปจะส่งให้เพื่อน แต่ถูกเจ้าหน้าที่สั่งหยุดและขอให้ลบทิ้ง ตำรวจยังแปลภาษาเพื่อดูว่าคุยอะไรกับเพื่อน จากนั้นเพื่อนที่พูดไทยได้เจรจากับเจ้าหน้าที่ ส่วนตัวเองยืนรออยู่ใกล้ๆ ไม่แน่ใจว่าสื่อสารเข้าใจผิดอะไรกัน แต่สุดท้ายเพื่อนเดินมาชี้ไปที่ตำรวจและบอกว่าให้เรานับเงินให้ครบ 27,000 บาท และให้หลบกล้องวงจรปิด ก่อนที่ตำรวจจะเอาบุหรี่ไฟฟ้ามาให้ขอถ่ายรูป และปล่อยเราไป” น.ส.อัน หยู ฉิงกล่าวไม่พูดมั่วจุดนั้นมีวงจรปิดน.ส.อัน หยู ฉิง กล่าวว่า 2.เรื่องมึนเมา จะพิสูจน์ยังไงว่าเมา 3.เรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ตอนนั้นฉันไม่ได้พกบุหรี่ไฟฟ้า ไม่แน่ใจว่าคนอื่นพกหรือไม่ แต่ยืนยันว่าตัวเองไม่มี กลุ่มเรามี 8 คน รถ 2 คัน เป็นไปไม่ได้ว่าจะทราบว่าใครมีใครไม่มี จะไปค้นตัวเพื่อนก็ใช่เรื่อง สิ่งที่แน่นอนคือตำรวจเป็นคนเอาบุหรี่ไฟฟ้ามาส่งให้และขอถ่ายรูป ตัวเองคงไม่กล้าไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าต่อหน้าตำรวจหรอก บอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นของฉัน แต่ฉันจะพิสูจน์ได้อย่างไร ภาพกับวิดีโอก็ลบไปหมดแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้กล่าวอ้างมั่วๆเพราะตรงนั้นมีกล้องวงจรปิดอยู่ ทำไมถึงสามารถพูดตัวเลขเงินได้เฉพาะเจาะจง 27,000 บาท อีกทั้งหากถือบุหรี่ไฟฟ้าจริง ทำไมถึงไม่ออกใบสั่งปรับเงิน ทำไมใช้เวลานานและเรียกเงินถึง 27,000 บาทตบทรัพย์เสร็จให้ 200 ค่าแท็กซี่น.ส.อัน หยู ฉิง กล่าวว่า 4.เรื่องคลิปกล้องวงจรปิดโรงแรม ขอถามกลับว่าเงินจ่ายกันตรงไหน ในโรงแรมหรือตรงด่านตรวจ 5.เรื่องบุคคลอันตราย ทางหนึ่งบอกว่าเป็นทางหนึ่งบอกว่าไม่เป็น เลยปล่อยไป ถ้าไม่อันตรายจริงจะใช้เวลากันตั้ง 45 นาทีเลยหรือ และ 6.เรื่องตลาดนัดกลางคืน โรงแรมอยู่ข้างตลาดนัด หลังจากผ่านด่านตรวจแล้วฉันเดินเข้าไปในซอยนั้น ขอเล่าด้วยว่า ตำรวจได้นำมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของเพื่อนผู้ชาย เพื่อนคนนั้นคือคนที่ยืนอยู่หน้าสุด และตอนที่ตำรวจล้วงเข้าไปในกระเป๋า เพื่อนได้ใช้มือถือกันไว้ หลังจากตำรวจรับเงินเสร็จแล้ว ตำรวจได้ให้เงินไว้ 200 บาท และเรียกแท็กซี่อีกคันหนึ่ง ให้พาออกจากจุดนั้นเชื่อทุกคนมีคำตอบในใจน.ส.อัน หยู ฉิง กล่าวด้วยว่า สิ่งที่รับรู้มาและได้เป็นความรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ต้องให้ความร่วมมือในการตรวจค้น ตำรวจจะต้องชี้แจงบอกว่าเราผิดอะไร ตำรวจบอกว่าเราไม่เป็นอันตรายประกอบกับเทคโนโลยียุคนี้ ทำไมถึงไม่ให้ใช้มือถือกูเกิลแปลภาษา หากเราทำผิดก็สั่งปรับและปล่อยเราไป ทำไมต้องตั้งข้อหา ส่วนสาเหตุที่กลับมาให้สัมภาษณ์ เพราะอยากจะแบ่งปันเรื่องราวให้ทุกคนรับรู้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าและการไม่พกพาพาสปอร์ตเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่อยากเน้นย้ำว่า หากผิดกฎหมายควรออกใบสั่ง ทำไมต้องให้หลบกล้อง ทำไมต้องไปยืนหลบเก็บเงิน เรื่องนี้อยากให้สังคมพิจารณาดู ทุกคนมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ไม่ขอตอบคำถามอะไรที่เป็นการคาดคะเน และไม่คิดด้วยว่าเหตุการณ์นี้จะมีฟีดแบ็กมากมาย พร้อมให้ความร่วมมือกับการสอบสวน จะไม่อธิบายอีกแล้ว ขอขอบคุณทุกคน