ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยมากว่า 90 ปี แต่ยังมีความเข้าใจความหมายของ “ประชาธิปไตย” ต่างกัน กลายเป็นวิวาทะบ่อยครั้ง บางคนมองเรื่องหยุมหยิมเป็นสาระสำคัญ เช่น เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ห้ามออกจากที่ทำงานก่อน 16.00 น.ยังมีเรื่องหยุมหยิมตามมาอีกมาก เช่น ห้ามนายกรัฐมนตรีใช้รถหลวง น้ำมันหลวง ห้ามจัดอาหารหรือเครื่องดื่มเลี้ยงประชาชนที่มาฟังคำปราศรัย ไม่ทราบว่ามีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนทำกันบ้าง คนไทยยังมีความเข้าใจเรื่อง “ประชาธิปไตย” ต่างกัน เป็นเหตุของความขัดแย้ง เป็นตัวถ่วงพัฒนาประชาธิปไตยวิวาทะเรื่องหนึ่งคือ คำถามที่ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานคณะองคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำประชาธิปไตย หรือเผด็จการ มีครูประวัติศาสตร์คนหนึ่งสอนนักเรียนว่า เป็น “เผด็จการ” ถูกตอบโต้ร้อนแรงจากกลุ่มผู้สนับสนุน ข้อเท็จจริงก็คือ คำว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เป็นฉายาของรัฐธรรมนูญ 2521เป็นรัฐธรรมนูญของรัฐบาลคณะรัฐประหาร มีบทเฉพาะกาลให้ข้าราชการประจำควบตำแหน่งการเมืองได้ เช่น ควบตำแหน่งนายกฯ พร้อมกับ ผบ.ทบ. และ พล.อ.เปรมเคยควบสองตำแหน่ง บทเฉพาะกาลยังให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งร่วมพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณร่วมกับ ส.ส. และร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั่นก็คือ ใช้ ส.ว.ที่ส่วนใหญ่เป็นทหาร ช่วยค้ำบัลลังก์รัฐบาลที่มีผู้นำกองทัพเป็นนายกฯแบบสุดๆ การปกครองแบบนี้จะเรียกว่า “ประชาธิปไตย” หรือ “เผด็จการ” แต่คนทั่วไปเรียก “ประชาธิปไตย ครึ่งใบ” เพราะยังมีการเลือกตั้ง ส.ส.คำว่า “เผด็จการรัฐสภา” เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่บางคนเป็นห่วงว่าจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้ามีพรรคใดชนะแบบท่วมท้น สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้พรรคเดียว จะกลายเป็นเผด็จการ เพราะพรรคเดียวคุมทั้งอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร เป็นความเข้าใจผิดในการปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบ รัฐสภาระบบรัฐสภาไม่ได้แยกอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารออกจากกันโดยเด็ดขาด ทั้งสองอำนาจมาจากพรรคเดียวกัน คือ พรรคที่มีเสียงข้างมากในสภา จึงจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงคุมทั้งสองอำนาจ ขาดเสียงข้างมากเมื่อไหร่ รัฐบาลจะพังทันที ต่างจากระบบประธานาธิบดี รัฐบาลไม่ต้องมีเสียงข้างมากในสภาก็อยู่ได้ เช่น สหรัฐฯในปัจจุบัน.