“เฮียชู” เปิดแถลงข่าวถือตะเกียง-มอบเทียน ซัดตำรวจ-อัยการนั่งเทียนทำสำนวน หากให้คะแนนเต็มสิบ ผบช.น.ติดลบ-อัยการได้ครึ่ง-ป.ป.ส.-ดีเอสไอได้เกือบเต็ม ก่อนจบยังทิ้งทุ่น รถทัวร์หลายร้อยคันที่ชาวบ้านเข้าใจเป็นของ “ตู้ห่าว” แท้จริงแล้วเป็นของบริษัทหลาน “บิ๊กตู่” ด้านเลขาฯ ป.ป.ส.ชมข้อมูล “ชูวิทย์” แม่นยำเหมือนใบ้หวยถูกตรงเผง จ่อยึดทรัพย์เครือข่ายยาเสพติดสถานบันเทิง “จินหลิง” ของกลุ่มธุรกิจจีนสีเทา อีกกว่า 2 พันล้านบาท ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ขณะที่ “บิ๊กหิน” จตช. ประธานการตรวจสอบข้อเท็จจริง เรียกประชุมเตรียมเชิญ “เฮียชู” เข้าชี้แจงที่สถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด ป.ป.ส. เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 ม.ค. นายวิชัย ชัยมงคล เลขาฯ ป.ป.ส. กล่าวถึงความคืบหน้าการยึดทรัพย์เครือข่ายยาเสพติดสถานบันเทิง “จินหลิง” ของกลุ่มธุรกิจจีนสีเทาว่า ก่อนหน้านี้ ป.ป.ส. รับข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมและนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จนตรวจยึดทรัพย์สินไปกว่า 1,200 ล้านบาท จนถึงขณะนี้ ป.ป.ส. ตรวจสอบข้อมูล พบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินอื่นเพิ่มอีกกว่า 2,000 ล้านบาท ทรัพย์สินที่ตรวจพบเพิ่มเป็นสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เตรียมเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินต่างๆ และเปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์สินเข้ายื่นเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริง“ส่วนข้อมูลที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นำมายื่นกับ ป.ป.ส.ไว้ก่อนหน้านี้ ถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ หากเปรียบเทียบกับการใบ้หวย ก็ถือเป็นการให้เลขตรงๆ มีความเป็นไปได้ที่จะถูกรางวัล โดย 1 ในสถานที่นายชูวิทย์ให้ข้อมูลไว้ ป.ป.ส.จะเข้าไปตรวจสอบในเร็ววันก่อนที่จะแถลงสรุปข้อมูลการเข้าตรวจยึดทรัพย์สินทั้งหมด มี รมว.ยุติธรรมเป็นผู้แถลงสรุป” นายวิชัยกล่าวที่ห้องประชุมกองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จตช. ประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พล.ต.ท.โพธ สวยสุวรรณ จเรตำรวจ (สบ 8) พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย จเรตำรวจ (สบ 8) พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ชนวีร์ ชมาฤกษ์ รองจเรตำรวจ (สบ 7) พล.ต.ต.โอภาส คงเมือง ผบก.กต. 6 จต. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. และคณะกรรมการรวม 15 นาย เรียกประชุมตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 2/2566 ลงวันที่ 3 ม.ค.66 ที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ลงนามแต่งตั้งให้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีเข้าตรวจค้นจับกุมสถานบันเทิง “จินหลิง” ย่านยานนาวา มีรายงานว่าคณะกรรมการได้ร่วมประชุมกำหนดแนวทางในการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีมติให้เชิญนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการในวันที่ 9 ม.ค.66 เวลา 14.00 น. ที่สำนักงานจเรตำรวจ นอกจากนี้ยังหารือวางแนวทางตรวจสอบการทำหน้าที่ในคดีนี้ของตำรวจนครบาล ต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการภายใน 1 สัปดาห์มีรายงานว่าก่อนหน้านี้เวลา 03.00 น. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความและคลิปในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีใจความสรุปว่า เสพยาเกินขนาด overdose ที่จินหลิง ภาพวงจรปิดต่อไป เป็นสภาพหลังบ้านที่จินหลิง มีคนจีนเสพยาเกินขนาด ที่ฝรั่งเรียก OD แบกเข้ามาปฐมพยาบาลกันชุลมุนวุ่นวาย รอดไม่รอดดูกันเอาเอง ถึงขนาดเมียนั่งคร่อมปั๊มหัวใจเกือบตาย ต้องหิ้วปีกพาเดินออกไปพักต่อ พรุ่งนี้บ่าย 2 ผมมีแถลงข่าว เปิดตัวพยานปากเอกที่พบการโอนเงินจากจีนเข้าไทย หิ้วเงินสดไล่ถอนจากธนาคารครั้งละ 20-30 ล้าน พยานทุกคนผมนำไปให้ปากคำกับอัยการก่อนแล้ว โดยพยานเหล่านี้ไปช่วยให้อัยการทำสำนวนคดีแน่นขึ้น อย่าคิดว่าผมไปเสาะหาพยานเองนะครับ ทุกคนเขามาหาผม แทนที่จะไปหาทีม ผบช.น. ด้วยคำตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “ไม่ไว้ใจตำรวจ” แถมต่อด้วยการแจกแจงรายละเอียดกล้องวงจรปิดที่ “จินหลิง” ว่ามีความเป็นมาอย่างไร พร้อมหลักฐานเหมือนเดิม ให้สังคมได้เห็นว่ามีการหมกเม็ดอะไรไว้ แล้วจะได้ตัดสินกันเองที่โรงแรมเดอะเดวิส บางกอก ซอยสุขุมวิท 24 เวลา 14.00 น. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับหลักฐานต่างๆในคดีนี้เพิ่มเติม เจ้าตัวเปิดฉากเริ่มต้นการแถลงด้วยการถือตะเกียง พร้อมกล่าวเปรียบเทียบว่า บ้านเมืองอยู่ในความมืดมิดไร้ความหวัง ไร้ผู้นำในการให้ความยุติธรรม ผบ.ตร.และอัยการนั่งเทียนทำสำนวนคดี ทั้งที่พยานหลักฐานไม่แน่นหนาสำนวนอ่อน สังเกตได้จากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 ม.ค.พอถูกถามถึงคดีที่ “หลงจู๊” ถูกยกฟ้องก็พูดไม่เต็มปากเต็มคำ ขอฝากเทียนไปให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. นายกุลธนิต มงคลสวัสดิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ไปคนละเล่มเพราะท่านนั่งเทียนอยู่ เผื่อเทียนจะหมดเพราะเห็นบอกว่าทำงานกันทั้งวันทั้งคืน“การทำงานของตำรวจในคดีนี้เป็นการเก็บหลักฐานแบบเว้นวรรค เว้นหลายวันค่อยเข้าตรวจค้น อีกทั้งอ้างถึงเรื่องระเบียบ ป.ป.ส. ที่ทำให้ตำรวจเข้าตรวจค้นไม่ได้ การขยักหลักฐานที่บอกว่ามีเพียงพอแล้วหรือการปล่อยรถยนต์ของกลาง รวมถึงการปล่อยชายชาวจีนคนที่ยืนอยู่ในบ่อนกาสิโนตามปรากฏในคลิปวงจรปิดที่ผมเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก ส่วนการตั้งข้อหากับรอง ผบก.น.6 รับผลประโยชน์ ผมอยากถามว่าได้สอบปากคำคนให้ประโยชน์หรือยัง ก็คือผู้หญิงชาวจีนที่ถือถุงกระดาษใส่เงิน 6 แสนบาท ขึ้นไปห้องทำงานที่ สน.ยานนาวา” นายชูวิทย์กล่าวนายชูวิทย์ยังอธิบายถึงผังสถานบันเทิง “จินหลิง” ที่มีทั้งอาคารลีลาและอาคารวิปวับ บางส่วนถูกดัดแปลงเป็นบ่อนพนัน มีกล้องวงจรปิดรวมแล้วกว่าร้อยตัว พบกล้องวงจรปิดถูกตัดต่อ ตำรวจ พฐ.มีภาพกล้องวงจรปิดแค่ระหว่างวันที่ 21-26 ต.ค.65 แต่ก่อนหน้านี้ระหว่างวันที่ 18-19 ต.ค.65 ได้ถูกตัดออกไปแล้ว การทำสำนวนแบบนี้หรือที่เรียกว่าสมบูรณ์แล้ว ที่สำคัญตัวเซิร์ฟเวอร์ของอาคารลีลาหายไปไหน เพราะสามารถนำไปสู่การตั้งข้อหาลักลอบเล่นการพนันได้และบางมุมปรากฏภาพพนักงานกรอกผงสีขาว คาดเป็นยาเสพติดบรรจุลงในวัสดุอีกด้วย“ผมฝากถามไปยัง ผบ.ตร. และอัยการว่ามีใครเคยไปที่เกิดเหตุหรือไม่ แล้วจะไปว่าความหรือเขียนสำนวนอย่างไร หนำซ้ำในวันที่ผมไปให้การกับคณะอัยการกลับมามีอัยการอักษรย่อ ส. คอยสอดแนม พูดเลอะเทอะว่าใครจะเข้าที่เกิดเหตุได้ แต่การไปที่เกิดเหตุทำให้ได้พยานหลักฐานเพิ่ม ตรงนี้สำคัญกว่าหรือไม่ ที่บิ๊กโจ๊กและ ป.ป.ส. เข้าไปตรวจค้นเพิ่มเติมก็เจอรถยนต์ที่ยังไม่ได้ถูกเปิดตรวจค้น ทำให้เจอร่องรอยยาเสพติดในถาดไม้ จริงๆแล้วผมต้องเป็นฝ่ายไปสอบตำรวจและต้องตั้งคณะชูวิทย์เพื่อสอบตำรวจทั้งหมด เนื่องจากปรากฏหลักฐานอันเชื่อได้ว่ามีการช่วยเหลือกันของบรรดาเจ้าหน้าที่และผมจะตามคดีนี้ไปจนถึงชั้นศาล”นายชูวิทย์ระบุทั้งนี้ นายชูวิทย์ได้เปิดตัวพยานโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือพยานผู้รับเหมาที่นายตู้ห่าวติดค้างค่าจ้างรวมเกือบร้อยล้านบาทและพยานอักษรย่อ ป.ที่เป็นผู้ไปเบิกเงินสดตามคำสั่งวันละ 20-30 ล้านบาท ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาลาดกระบัง ระบุว่า เงินทั้งหมดมาจากประเทศจีน พยานทั้ง 2 กลุ่มที่นายชูวิทย์เปิดตัวนั้น ทุกคนเข้าให้การกับพนักงานอัยการเรียบร้อยแล้วนายชูวิทย์ยังระบุด้วยว่า นายตู้ห่าวมีเงินซื้อรถยนต์โรลส์-รอยซ์ แต่ไม่จ่ายเงินผู้รับเหมา อีกทั้งรถทัวร์จำนวนกว่า 400-500 คัน ของบริษัทแห่งหนึ่งที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นบริษัทของตู้ห่าว แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของจริงๆคือ หจก. อีกแห่งเป็นของหลาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเรื่องถึงหยุดและมีอยู่เท่านี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากประเมินคะแนนของเจ้าหน้าที่ทำคดีตู้ห่าวได้จะให้คะแนนอย่างไรนั้น นายชูวิทย์ตอบว่า สำหรับ ผบช.น.เอาไปศูนย์คะแนนจากเต็มสิบ ทั้งๆที่จริงๆอยากให้ติดลบด้วย เพราะปล่อยผู้ต้องหารายสำคัญหนีไป ปล่อยหลานนายตู้ห่าว ปล่อยรถของกลาง ปล่อยพยานไปหมด ผบช.น.ไม่ใช่มืออาชีพแต่เป็นมือสมัครเล่น ส่วนอัยการเอาไป 5 คะแนน เพราะมีอัยการชื่อ ส. พูดจาเลอะเทอะ ขณะที่ ป.ป.ส. ตนให้ 9 คะแนน เพราะ ป.ป.ส. ทำงานเต็มที่ ไล่ยึดอายัดทรัพย์สินได้ดี ส่วนดีเอสไอก็ได้รับ 9 คะแนนเช่นเดียวกัน