นพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เปิดเผยถึงการเตรียมเพิ่มวัคซีนพื้นฐานใหม่เข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ว่า ปัจจุบันในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค คณะอนุกรรมการวัคซีนหลักแห่งชาติได้บรรจุวัคซีนพื้นฐานเข้าสู่แผนงานแล้ว 11 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ บี วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี วัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ (HIB) ซึ่งบรรจุเข้ามาในปี 2562 และวัคซีนป้องกันโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรตา ซึ่งบรรจุในปี 2563 ส่วนวัคซีนใหม่ที่กำลังพิจารณาเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมีหลายชนิด ที่คืบหน้าที่สุดคือวัคซีนสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ในการป้องกันโรคบาดทะยัก คอตีบ และไอกรน เนื่องจากภูมิคุ้มกันของโรคต่างๆเหล่านี้ซึ่งเคยได้รับตอนเด็ก เวลาผ่านไปภูมิคุ้มกันจะลดลง การให้ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อหวังผลเพิ่มภูมิคุ้มกัน 2 ส่วน ทั้งในหญิงตั้งครรภ์และป้องกันในเด็กทารกด้วย ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการวัคซีนหลักแห่งชาติแล้ว เหลือวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เข้าใจว่าปี 2565 ก็น่าจะเสร็จเรียบร้อย ก็จะเสนอเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อหญิงตั้งครรภ์ฉีดวัคซีนรวม TDAP แล้ว เด็กทารกมีภูมิคุ้มกัน จะช่วยลดการฉีดวัคซีน 3 โรคนี้ของทารกตามเกณฑ์แต่ละช่วงวัยด้วยหรือไม่ นพ.นครกล่าวว่า ไม่ใช่การฉีดให้หญิงตั้งครรภ์และมีผลไปถึงทารกด้วยนั้น จะช่วยลดการป่วยของเด็กทารกใน 3 โรคนี้ก่อนที่จะเริ่มรับวัคซีนพื้นฐานตามเกณฑ์ ซึ่งจะมีช่องว่างหรือ Gap อยู่ เนื่องจากเด็กทารกจะเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก เข็มแรกคือ 2 เดือน ตามด้วย 4 เดือน 6 เดือน เป็น 3 เข็มแรก และต่อด้วย 1 ขวบครึ่ง และ 5 ขวบ ซึ่งต้องรอ 3 เข็มแรกภูมิคุ้มกันถึงจะพอป้องกันได้ จากข้อมูลพบว่าบางครั้งเด็กป่วย เช่น โรคไอกรนในเด็กอายุไม่ถึง 4 เดือน ส่วนใหญ่ติดในครอบครัว เป็นช่วงที่เด็กยังมีภูมิคุ้มกันไม่เต็มที่หรือยังขึ้นไม่ทัน เนื่องจากยังไม่ได้รับวัคซีนหรือรับไปเพียงเข็มเดียว ก็จะป่วยก่อนแล้ว ไอกรนในเด็กเล็กมักรุนแรงมากด้วย ถ้าเราให้วัคซีน TDAP ในหญิงตั้งครรภ์จะช่วยลดในลูกได้ ส่วนการจัดหาวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือวัคซีนเอชพีวีเพื่อฉีดย้อนหลังให้เด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ไม่ได้ฉีดไป 2 ปีจากสถานการณ์โควิดนั้น กรมควบคุมโรคและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอยู่ระหว่างเตรียมงบประมาณจัดซื้อ.