คดี “บอส อยู่วิทยา” เพิ่งพ่น พิษ คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ “เนตร นาคสุข” อดีตรอง อสส.ออกจากราชการ สาเหตุประมาททำราชการเสียหายอย่างร้ายแรง แต่ไม่พบการทุจริต ยืนยันไม่ได้ช่วยเหลือกัน ถึงแม้ถูก มองว่าลงโทษสถานเบา ยังได้รับบำเหน็จบำนาญและ สวัสดิการต่อไป ส่วนการสอบ “ชัยณรงค์ แสงทองอร่าม” อดีตอัยการอาวุโส ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน แปลงความเร็วรถ ยังอยู่ระหว่างคณะกรรมการสอบสวน วินัยร้ายแรงดำเนินการกรณีคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เหตุเกิดตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.2555 ต่อมาอัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา โดยตำรวจไม่มีความเห็นแย้ง ทำให้นายวรยุทธกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ทำให้ถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก หลายหน่วยงานตื่นตัว ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) และคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและข้อพิรุธการทำงานของคนในสังกัดตามที่เสนอข่าวไปแล้วความคืบหน้าจากคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 18 พ.ค. นายพชร ยุติธรรมดำรง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เป็นประธานการประชุม ก.อ.พิจารณากรณีคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ตรวจสอบนายเนตร นาคสุข อดีตรอง อัยการสูงสุด กรณีสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ผู้ต้องหาคดีขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ สังกัด สน.ทองหล่อเสียชีวิต ก่อนหน้านี้นายเนตรยื่นใบลาออกจากราชการไปเมื่อเดือน ส.ค.63 แต่อัยการสูงสุดไม่อนุมัติ จนเดือน ก.ย.64 ยื่นใบลาออกเป็นครั้งที่สองซึ่งได้อนุมัติไปแล้วนายพชร ยุติธรรมดำรง กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นว่า นายเนตรขาดความระมัดระวังละเอียดรอบคอบในการรับฟังข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่สำคัญในคดี ไม่ให้ความสำคัญกับสำนวนทุกประเภท ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง อันเป็นการกระทำความผิดฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความระมัดระวัง เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ ไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของราชการ ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ 2553“ความผิดฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความระมัดระวังเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ และฐานไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนราชการ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ 2553 เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ส่วนความผิดฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการกระทำครั้งเดียวผิดวินัยหลายฐาน เห็นควรลงโทษความผิดวินัยอย่างร้ายแรงที่มีโทษหนักกว่า” ประธาน ก.อ.กล่าวนายพชรกล่าวต่อว่า ทางสอบสวนไม่ปรากฏพยานหลักฐานบ่งชี้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทุจริตต่อหน้าที่ จึงยังไม่ถึงขนาดต้องถูกไล่ออก เห็นพ้องกันว่าควรลงโทษผู้ถูกกล่าวหาให้ปลดออกจากราชการ แต่เมื่อพิจารณาประวัติการรับราชการพบว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยถูกลงโทษในความผิดทางวินัยมาก่อน กรณีดังกล่าวนี้เป็นการทำความผิดวินัยครั้งแรกผู้ถูกกล่าวหาเองรับราชการมาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี ทำคุณประโยชน์แก่ราชการไว้มาก กรณีมีเหตุอันควรลดหย่อนโทษให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา คณะกรรมการ ก.อ.ทั้ง 8 รวมตนด้วยจึงมีมติและคำสั่งให้ลงโทษนายเนตร นาคสุข ผู้ถูกกล่าวหา ในสถานให้ออกจากราชการ ตาม พ.ร.บ.ข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 85 และมาตรา 87นายพชรกล่าวว่า คำสั่งให้ออกจากราชการมีผลตั้งแต่วันที่มีการอนุมัติให้ลาออกจากราชการแล้ว ในส่วนการดำเนินคดีอาญากับนายเนตรยังไม่มี ส่วนเรื่องที่นายชัยณรงค์ แสงทองอร่าม อดีตอัยการอาวุโส ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องในการเปลี่ยนแปลง ความเร็วรถยนต์นั้น เราตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง มีนายประพัฒน์พงศ์ สุคนธ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปกครอง เป็นประธานสอบ จะเป็นความผิดสถานใดต้องรอดูผลสอบสวนเมื่อถามว่า แค่ให้ออกจากราชการทั้งที่นายเนตรออกจากราชการไปแล้ว มองว่าเป็นการช่วยเหลือกันหรือไม่ นายพชรยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือกัน เพราะในหมู่อัยการรู้นิสัยกันดีว่า จริงๆแล้วนายเนตรไม่ควรขาดความรอบคอบ แต่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การสั่งคดีทุจริตตรงไหน นายเนตรถือเป็นอัยการมือสะอาด แต่การใช้ดุลพินิจในขณะนั้นจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ถือว่าขาดความรอบคอบจากมาตรฐานของคนที่ทำคดีมายาวนาน ต้องมีความรอบคอบมากขึ้น และต้องสอบพยานคนกลางที่มีความเชี่ยวชาญมีความรู้เป็นที่ยอมรับของสังคมผู้สื่อข่าวรายงานว่า การให้ออกจากราชการจะไม่ทำให้นายเนตรถูกงดบำเหน็จ บำนาญ และสวัสดิการต่างๆ แต่ถ้าไล่ออกจะมีผลรุนแรงกว่าคือ งดสวัสดิการทั้งหมด