แม้จะเคยทะเลาะเบาะแว้งกันหนักเพียงใด ถ้าวันหนึ่งตัดสินใจกลับมาคุยกันดีๆ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน หนทางย่อมปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเหมือนกรณีอิสราเอล-โมร็อกโก ที่ความสัมพันธ์เคยขาดสะบั้นลงเมื่อ 49 ปีก่อน หลังเกิดสงคราม “ยมคิปปูร์” พันธมิตรชาติมุสลิม ตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหาร ช่วงชิงดินแดนที่อยู่ใต้ความดูแลของอิสราเอลในอดีตโมร็อกโกไม่ใช่คนอื่นคนไกลกับอิสราเอล ประชากรของโมร็อกโกกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ มีเชื้อสายชาวยิว มีธรรมเนียม วัฒนธรรมฝังอยู่ในโมร็อกโก เพียงแต่การสถาปนารัฐอิสราเอลเมื่อปี 2491 ได้ทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นกลับสู่ดินแดนดั้งเดิมของชาวยิว ประชากรชาวยิวในโมร็อกโกจึงลดจำนวนลงอย่างมาก ขณะที่สงครามก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลงอย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้บรรยากาศฉันมิตร คนทั้งสองประเทศหวนคืนความเชื่อมโยงกัน ได้ถูกฟื้นคืนกลับมาแล้ว จากความพยายามเจรจาอย่างต่อเนื่อง จนอิสราเอลและโมร็อกโกประสบความสำเร็จในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ เมื่อปลายปี 2563 ที่ผ่านมาและมิตรภาพระหว่างอิสราเอลและโมร็อกโก ก็ยังปรากฏในบ้านเราเช่นกัน หลังสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล-สถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโกประจำประเทศไทย ได้จัดงานร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เพื่อเฉลิมฉลองประเพณีดั้งเดิมที่เชื่อมโยงสองดินแดนเข้าหากัน ที่เรียกว่า “มีมูนา”ทั้งนี้ ในทุกๆปีชาวยิวจะถือศีลในวันสำคัญทางศาสนาที่เรียกว่าพาสโอเวอร์ (เพสสะห์ในภาษาฮีบรู) ด้วยการงดทานของหมัก เช่นขนมปัง เหล้า เบียร์ เป็นเวลา 8 วัน เพื่อรำลึกการหลุดพ้นจากความเป็นทาสในอียิปต์ ซึ่ง “มีมูนา” ที่ว่า ก็คือการเฉลิมฉลองรับประทานสิ่งที่ถูกห้ามในช่วงพาสโอเวอร์นั่นเองตามธรรมเนียมปฏิบัติ ชาวยิวทั้งในโมร็อกโก ฝรั่งเศส แคนาดา และอิสราเอล จะฉลองมีมูนาด้วยการจัดเลี้ยงต้อนรับเพื่อนฝูงและเพื่อนบ้าน โดยมีอาหารจานหลักเป็นของหวานหลากหลายชนิดฉันใดฉันนั้น งานนี้ ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอล จึงเปิดบ้านต้อนรับอับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี เอกอัครราชทูตโมร็อกโก ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทูตสองท่านร่วมกันทำขนมให้ทุกคนได้ชิมฝีมือ พร้อมสะท้อนให้เห็นว่า การก้าวข้ามความบาดหมางในอดีต มิใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรง.ตุ๊ ปากเกร็ด