เมื่อไม่นานมานี้ แอรอน ริง อาจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล เปิดเผยผลการวิจัยเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ออโตแอนติบอดี (autoantibodies) โดยพบว่าเป็นสิ่งที่สามารถโจมตีระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้หลายทางงานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ (Nature) โดยเขาและทีมตรวจเลือดคนไข้ 194 คนที่ติดโควิดซึ่งมีอาการหนักเบาแตกต่างกัน และพบว่าในร่างกายของคนกลุ่มนี้มีการทำงานของออโตแอนติบอดี “มากขึ้นอย่างชัดเจน” เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ติดโควิดริง ให้สัมภาษณ์บีบีซีว่า ทีมวิจัยพบว่า ยิ่งเจอออโตแอนติบอดีมากขึ้นเท่าไหร่ คนไข้คนนั้นก็ยิ่งมีอาการจากโควิดหนักขึ้นเท่านั้น “มันเป็นดาบ สองคม แอนติบอดีเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับการติดเชื้อ แต่ร่างกายของคนไข้โควิด-19 บางคนก็สร้างแอนติบอดีที่มาทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อของตัวเอง”มาถึงวันนี้เริ่มมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆว่าภาวะเหล่านั้นอาจเกิดจากการที่ร่างกายสร้าง “rogue antibodies” ที่อาจแปลได้ว่า “แอนติบอดีเถื่อน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ออโตแอนติบอดี” (autoantibodies) ขณะที่โดยปกติแล้วแอนติบอดีจะต่อสู้กับอาการติดเชื้อในร่างกาย แต่ออโตแอนติบอดีกลับไปโจมตีเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกายตัวเองนอกจากนี้ มีการค้นพบว่าออโตแอนติบอดีในคนไข้โควิดไม่ได้ทำร้ายระบบภูมิคุ้มกันเท่านั้น แต่มันสามารถไปทำร้ายเนื้อเยื่อสมอง, เส้นเลือด, เกล็ดเลือด, ตับ และระบบทางเดินอาหารด้วย งานวิจัยของริงเป็นการต่อยอดมาจากงานของฌอง-โลรองต์ คาซาโนวา จากมหาวิทยาลัยร็อกกีเฟลเลอร์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้เวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ศึกษาว่าการแปรผันทางพันธุกรรมส่งผลต่อการต่อสู้กับการติดเชื้อของคนแต่ละคนอย่างไรงานวิจัยพบว่า ออโตแอนติบอดีไปทำลายโปรตีนอินเตอร์เฟอรอนชนิดที่ 1 (type 1 interferons) ซึ่งเป็นโปรตีนตัวที่ร่างกายสั่งการให้ต่อสู้กับอาการติดเชื้อและการเพิ่มจำนวนของไวรัสคาซาโนวาตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารไซแอนซ์ (Science) เมื่อเดือน ต.ค. ปี 2020 ระบุว่า จากจำนวนคนที่ป่วยสาหัสจากโควิดเกือบ 1,000 คน พบออโตแอนติบอดีในร่างกายคนราว 10% ที่น่าสนใจคือ ในจำนวนคนไข้ที่พบออโตแอนติบอดีเหล่านั้น เกือบ 95% เป็นผู้ชาย และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคนส่วนใหญ่ที่ป่วยสาหัสจากโควิดเป็นผู้ชาย และต่อมา ทีมของ ดร.คาซาโนวาได้ ตีพิมพ์ผลการวิจัยจากการทดลองครั้งใหญ่กว่าโดยดูคนไข้ 3,600 คนที่มีอาการสาหัสจากโควิดและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยพบออโตแอนติบอดีที่ต่อต้านโปรตีนอินเตอร์เฟอรอนชนิดที่ 1 ในเลือดใน 18% ของ จำนวนคนที่เสียชีวิตจากโควิด มากกว่า 20% ของคนไข้ที่อายุมากกว่า 80 ปีมีออโตแอนติบอดีเหล่านั้น เทียบกับแค่ 9.6% ในหมู่คนไข้ที่อายุต่ำกว่า 40 ปียืนยันว่า ผลการวิจัยนี้เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า บ่อยครั้งที่ “แอนติบอดีเถื่อน” เหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้คนติดโควิดมีอาการหนักศ.พีเจ อัตซ์ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด บอกว่า ในจำนวนคนไข้ราว 50 คน มี 20% ที่ร่างกายสร้างแอนติบอดีมาทำลายเนื้อเยื่อตัวเองภายในสัปดาห์เดียว แม้จะไม่ได้ตรวจพบตอนเข้าโรงพยาบาลวันแรก ซึ่งอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนยังมีอาการจากโควิดหลายเดือนหลังจากเชื้อหายไปจากร่างกายแล้ว หรือที่เรียกกันว่าลองโควิด (long Covid)อย่างไรก็ดี แม้ว่าการค้นพบด้านนี้จะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่นักวิทยาศาสตร์ยังมีข้อสังเกตที่ไม่ยืนยันชัดว่า ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่อโควิดเป็นเรื่องซับซ้อนและออโตแอนติบอดีก็ไม่ใช่ปัญหาทั้งหมด นักวิจัยกำลังศึกษาอีกกลไกหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานมากเกินไปในบางกรณี เช่น ร่างกายอาจสร้างโปรตีนไซโตไคน์ (Cytokine) มากเกินไปจนถึงระดับอันตรายและไปสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ร่างกายตัวเองซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเซลล์เราเวลาเชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกาย และผลการต่อสู้ภายในร่างกาย แต่ที่แน่ๆ ข้อค้นพบที่ชัดเจนก็คือ ออโตแอนติบอดีมีผลต่อภูมิคุ้มกันของคนที่เป็นโควิดแน่นอน.