รัฐบาลนี้อาจล้มเหลวซ้ำซาก นอกจากล้มเหลวในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด และปัญหาปากท้องประชาชน ยังอาจล้มเหลวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแค่ประเด็นเดียวที่จะมีการลงมติในวาระสุดท้าย ในวันที่ 10 กันยายน มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าชะตากรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับวุฒิสภาส.ว.บางคนออกมาส่งสัญญาณว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่แก้ไขวิธีการเลือกตั้ง ส.ส. กลับไปใช้บัตร 2 ใบ เหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ชาวบ้านคุ้นชิน อาจถูก ส.ว.ลงมติคว่ำในวาระ 3 ทั้งที่ ส.ว.เคยเห็นชอบมาแล้ว ทั้งในวาระที่ 1 และที่ 2 แต่อาจเปลี่ยนใจในวาระสุดท้าย เพราะเห็นว่าเป็นการแก้เพื่อนักการเมืองไม่ใช่การแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ แต่น่าสงสัยว่า ส.ว.จะคว่ำทำไม เพราะประเด็นที่แก้ไขไม่เกี่ยวกับการยกเลิกอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ส.ว.ยังมีอำนาจเลือกได้ทุกครั้ง จนกว่าจะครบวาระในปี 2567 และ คสช.ก็สืบทอดอำนาจ ประชาธิปไตยก็ยังครึ่งใบต่างจากการขอแก้ไขที่ผ่านๆมา มีทั้งขอแก้ไขเกือบทั้งฉบับ (ยกเว้นหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และการเปลี่ยน แปลงระบอบการปกครอง) โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ร. เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ รวมทั้งขอแก้ไข ม.256 ว่าด้วยวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถูกคว่ำกลางสภาทุกร่างทั้งๆที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่ง ในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น 1 ใน 12 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ฝ่ายที่ขัดขวางการแก้ไขได้แก่ ส.ว. และพรรครัฐบาลที่ถือว่า รธน.นี้ “ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา”ข้ออ้างที่ว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนักการเมืองและพรรค การเมือง ไม่ก่อประโยชน์ต่อประชาชน อาจเป็นจริงแค่บางส่วน แต่การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นขั้นตอนการเข้าสู่อำนาจของประเทศประชาธิปไตย ผลการเลือกตั้งด้วยบัตร 2 ใบ ใบแรกให้ประชาชนเลือกคนที่รัก ใบที่สองเลือกพรรคที่ชอบ เป็นผลดีกว่าผลเสียผลการเลือกตั้งด้วยบัตรสองใบ ทำให้มีพรรคได้รับเลือกเป็น ส.ส. เข้าสู่สภาน้อยพรรค บางพรรคได้เสียงข้างมากสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็ง สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ตามคำสัญญา แต่ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ใช้บัตรใบเดียว มี ส.ส.แห่เข้าสภากว่า 30 พรรค ส่วนใหญ่ได้ ส.ส.พรรคละคนสองคน มี ส.ส.ปัดเศษ ต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมเกือบ 20 พรรคและอาจมีปัญหางูเห่า.