ประเทศไทยกับอังกฤษ ประกาศแทบจะในวันเดียวกัน อันมีมูลเหตุจากเรื่องเดียวกัน นั่นก็คือการแพร่ระบาดของโควิด-19 นายกรัฐมนตรีบอร์ริส จอห์นสัน ประกาศให้วันที่ 19 กรกฎาคม เป็น “วันเสรีภาพ” วันที่อังกฤษสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ในระดับหนึ่ง ส่วนรัฐบาลไทยประกาศล็อกดาวน์ เพื่อสู้กับโควิดต่ออังกฤษมีประชากร 68 ล้านคน ใกล้เคียงกับประชากรของไทย รัฐบาลสั่งปิดประเทศหรือล็อกดาวน์ เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เป็นประเทศที่มีประชาชนเสียชีวิตจากโควิด ถึงกว่า 128,708 คน เป็นอันดับ 7 ของโลก แต่รัฐบาลได้รณรงค์ฉีดวัคซีนขนานใหญ่ เริ่มตั้งแต่มีการแพร่ระบาดนายกรัฐมนตรีจอห์นสัน เป็นหนึ่งในผู้นำของโลกที่ติดเชื้อโควิดด้วยตนเอง และมีความเชื่อมั่นหรือ “ศรัทธา” ในวัคซีนอย่างยิ่ง ฉีดวัคซีนให้คนที่เป็นผู้ใหญ่ได้ถึง 87% ฉีด 2 เข็มกว่า 68% แต่ยังมีผู้ติดเชื้ออยู่มาก มีเสียชีวิตวันละราว 40 คน ต้องถือว่าไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงสูงสุดวันละ 1,800 คนขณะที่ไทยกำลังต่อสู้กับโควิดระลอกที่ 3 กว่า 70% เป็น “เดลตา” สายพันธุ์ใหม่ ที่แพร่เร็ว และไม่กลัววัคซีนด้อยคุณภาพ จึงมีข้อมูลใหม่ระบุว่าไทยติดเชื้อรายวันเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอินโดนีเซียและอินเดีย ตัวเลขผู้ติดเชื้อของไทยแซงหน้ากลุ่มอาเซียนทุกประเทศ ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย ยกเว้นอินโดนีเซียหลังจากที่รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ 13 จังหวัด เข้มงวด การเคลื่อนย้าย การเดินทาง รวมทั้งปิดธุรกิจหลายอย่าง เพื่อสกัดกั้นเดลตา มีเสียงเตือนจากโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ว่าตัวเลขผู้ป่วยอาจพุ่งขึ้นเป็นกว่า 3 หมื่นราย ถ้าทุกคนไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกติกาแต่ถ้าจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต ไม่ได้ลดลงหลังการล็อกดาวน์ครั้งใหม่ รัฐบาลจะทำอย่างไร จึงจะสามารถพิชิตโควิด หรืออย่างน้อยให้ลดลงในระดับที่ยอมรับกันได้ อธิบดีกรมควบคุมโรคพูดถึง “อู่ฮั่นโมเดล” ของจีน อาจควบคุมการแพร่ระบาดได้ ด้วยการ “ปิดเมือง” ปิดธุรกิจ ให้ผู้คนอยู่ในบ้าน ห้ามออกห้ามเข้ามีเสียงเตือนว่าอย่าได้ผลีผลาม ต้องศึกษาวิจัยให้รอบด้าน เพราะสังคมไทยกับสังคมจีนต่างกัน เชื้อไวรัสก็ต่างสายพันธุ์ ต้องศึกษาบทเรียนจากความล้มเหลวในการปิดมหานครจาการ์ตา เนื่องจากอินโดนีเซีย ไม่ได้ร่ำรวย เป็นอภิมหาอำนาจเศรษฐกิจเหมือนจีน ไม่มีเงินถุงเงินถังมาเลี้ยงดูชนชั้นผู้หาเช้ากินค่ำของกรุงจาการ์ตา.