เย็นวันศุกร์ ผมฟัง “หมอเบิร์ท” แถลงคำสั่งรัฐบาลจบ รู้สึกเหมือนโลกที่สลัวมัวมนกลายเป็นมืด เดินไปหาหนังสือ ตั้งใจหาเรื่องที่อ่านแล้วสบายใจ เจอเรื่องที่เคยเล่าไปแล้ว ยามนี้เห็นเป็นยาก็ขอเอามาเล่าอีกพระราชาฮารีฟัดกำลังประชวรหนัก ทรงนอนหายพระทัยรวยรินบนที่บรรทมผ้าไหมหรูหราหมอเก่งทั่วเมืองผลัดกันมารักษาจนสุดฝีมือแล้ว แต่พระอาการก็ไม่ดีขึ้น จนในที่สุด ก็ถึงคิวของหมอเทวดา ที่หาตัวยาก แต่ก็ตามหามาจนได้ (เรื่องเล็กๆ ความหมายใหญ่ๆ สุริยเทพ ไชยมงคล สำนักพิมพ์อินสไปร์ พ.ศ.2553)ตำรับยาของหมอ แน่ล่ะ ขึ้นชื่อหมอเทวดา ต้องไม่เหมือนหมอใดๆ“วิธีเดียวที่จะรักษาพระราชา ต้องไปหาเสื้อคนที่โชคดีที่สุด ในแคว้น มาวางไว้บนแท่นบรรทม”เหล่าองครักษ์ รับโองการ หาคนที่โชคดีที่สุด แม้ยังงงๆ ว่าสเปก จะแบบไหน แต่ก็ออกแยกย้ายกันตระเวนหาทุกซอกมุมของหมู่บ้านเล็ก หมู่บ้านใหญ่ ในเมืองต่างๆก็ยังไม่พบ เพราะไม่ว่าจะถามใคร ก็ได้คำตอบว่า เขามีแต่ความทุกข์ ...องครักษ์เริ่มละล้าละลัง แล้วคนที่มีความสุข แบบว่าโชคดีที่สุด ถ้ามีจะหาเจอหรือไม่?แต่พวกเขาก็ไม่ละความพยายาม ตระเวนวนเวียนซ้ำ จนถอดใจเดินทางกลับ ระหว่างทาง เขาได้ยินเสียงคนร้องเพลง ท่วงทำนองไพเราะจับใจ แว่วๆมาแต่ไกลเร่งฝีเท้า ไปจนใกล้ เจ้าของเสียงเพลงที่ส่อว่าน่าเป็นคนมีความสุขคนหนึ่ง เป็นชายเลี้ยงแพะ เขาต้อนฝูงแพะไป ปากก็ร้องเพลงไป สีหน้าแววตาเปี่ยมด้วยรอยยิ้มนี่แหละ ชายคนนี้แหละ ใช่เลย เหล่าองครักษ์พระราชาแม้สรุปแล้ว ก็ต้องถามย้ำเพื่อความแน่ใจ“ท่านมีความสุขหรือไม่?” “ แล้ว ใครล่ะ จะมีความสุขกว่าข้า” ชายเลี้ยงแพะว่า“ข้าต้อนแพะมาเลี้ยงในป่าตอนอรุณรุ่ง ข้าเห็นดวงตะวันขึ้นทุกเช้า แล้วข้าก็ต้อนแพะกลับ ข้าเห็นตะวันลับฟ้าทุกย่ำค่ำ ตลอดทางข้าได้ยินเสียงนกร้องเพลง ข้าก็ร้องเพลงประสานเสียงไปกับมันทุกสิ่งในโลกในสายตาข้า ล้วนแล้วแต่สวยงาม”องครักษ์แน่ใจ เจอยาตำรับสำคัญเข้าแล้ว แต่เริ่มสงสัย เห็นร่างกายเขาท่อนบนเปล่าเปลือย ท่อนล่างมีผ้าเตี่ยวพันอยู่ผืนเดียว แต่ก็ยังหลุดปากถาม“เสื้อที่ท่านเคยใส่ ขอให้เราได้ไหม?”คนเลี้ยงแพะ หัวเราะลั่น “ตลอดชีวิต ข้าไม่เคยมีเสื้อเลยสักตัว”จบกัน เหล่าองครักษ์ผิดหวัง เมื่อหาเสื้อคนที่โชคดีมีความสุขที่สุดในแคว้นไม่ได้ แต่เขาก็ต้องรีบกลับไปทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระราชาฟังพระราชาทรงพระปรีชา ทรงแปลกพระทัย ทำไมคนที่ไม่เคยมีเสื้อใส่เลยสักตัว เป็นคนที่มีความสุขที่สุดไปได้ ทรงไล่องครักษ์ออกนอกห้อง แล้วก็ทรงครุ่นคิดพักใหญ่ ก็ทรงได้คำตอบทรงเป็นพระราชาผู้ร่ำรวยมหาศาล ในแคว้นใหญ่ แต่การบริหารจัดการทรัพย์สิน ดูแลองครักษ์บริวาร กลับเป็นภาระให้พระองค์ต้องทรงเหน็ดเหนื่อยยังไม่รวม ความทุกข์หนักหนาสาหัสของเหล่าราษฎรที่ทรงเพิ่งตระหนัก ในยามประชวรหนักครั้งนี้พระราชาฮารีฟัดตัดสินพระทัย สั่งให้นำทรัพย์สินเงินทองจากท้องพระคลัง แจกจ่ายให้ราษฎรโดยเฉพาะผู้ยากไร้ ไม่ช้าราษฎรก็เริ่มมีความสุข ในขณะที่พระราชาฮารีฟัดเองก็เริ่มหายประชวรความสุขจากการให้ พระราชาฮารีฟัดเพิ่งพบว่าเป็นความสุขกว่าความสุขใดๆที่ทรงเคยมีมาก่อนเรื่องเล่า เรื่องเล็กๆเรื่องนี้ จบลงตรงมีคำสอนเป็นปริศนา “ความสุขคืออะไร คือรอยยิ้มสดใสในวัยเด็ก คือน้ำเย็นๆที่คนในบ้านยกมาให้ดื่ม หรือคือคำทักทายจากเพื่อนรัก ที่จากกันมานาน”.กิเลน ประลองเชิง